675 VIEWS

Vince McMahon ผู้สร้างมวยปล้ำและความทรงจำในวัยเด็ก

August 29, 2017

…คุณผู้อ่านคงพอจะทราบแล้วนะครับว่า “มวยปล้ำ” ที่เราเห็นๆ กันในทีวีมันเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่คุณผู้อ่านรู้มั้ยครับว่าในอเมริกา ผู้ผลิตมวยปล้ำนั้นทุกวันนี้มีบริษัทเพียงเจ้าเดียวผูกขาดตลาดธุรกิจบันเทิง มูลค่าพันล้านเหรียญสหรัฐนี้


บริษัทนั้นนามว่า WWE หรือ World Wrestling Entertainment ซึ่งก็มี CEO นามว่า Vince McMahon เริ่มมาตั้งแต่ตั้งบริษัท
    

ความมันส์ของ McMahon คือการยกระดับ “การแสดง” ของมวยปล้ำไปอีกระดับ ซึ่งทำให้คนงงงวยมาก เพราะมันไม่ได้มีแค่ “แสดง” ในระดับการปล้ำบนเวทีชิงชัยชนะเท่านั้น แต่มันมีการเอาคนมาแสดงเป็น CEO ของบริษัท WWE รวมไปจนถึงการสร้างแบ็คสตอรี่ในการแย่งชิงกันเป็น “เจ้าของ” WWE ด้วยการปล้ำมวยปล้ำกันอะไรสารพัด (ยังกะคินนิคุแมน) จนทำให้คนดูมวยปล้ำงงไปหมดว่าใครคือ CEO ตัวจริงของบริษัทนี้
    

...แต่ Vince McMahon คือ CEO ตัวจริงของบริษัทที่ผูกขาดธุรกิจพันล้านนี้ และก็น่าจะถือว่าเขาเป็นผู้ที่ขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ด้วยตัวของเขาเอง

Vince McMahon


กว่าจะได้ทำงานในธุรกิจมวยปล้ำ
Vince McMahon นั้นลืมตาดูโลกในปี 1945 พ่อแท้ๆ ของเขาแยกทางกับแม่และทิ้งเขาไปตั้งแต่เป็นทารก เขาอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง และการที่พ่อเลี้ยงชอบทุบตีแม่ของเขามันทำให้ McMahon ไม่ชอบพ่อเลี้ยงของเขาเท่าไร
    

เมื่อราวปี 1957 McMahon ในวัย 12 ปีก็ได้มีโอกาสไปเจอพ่อแท้ๆ ของเขา ซึ่งเป็นนักจัดมวยปล้ำ ในช่วงนั้นเป็นยุคทองของมวยปล้ำพอดี และ McMahon ก็ได้ตามไปดูพ่อของเขาจัดมวยปล้ำเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งเขาก็บอกกับพ่อว่าเขาอยากเป็นนักมวยปล้ำ ผลคือพ่อของเขาส่ายหน้า และบอกเขาว่านักจัดมวยปล้ำต้องทำงานอยู่เบื้องหลัง ต้องไม่ไปปรากฏตัวกลางแสงไฟบนเวที และต้องทิ้งระยะห่างจากบรรดาลูกจ้างซึ่งก็คือนักมวยปล้ำในสังกัด
    

ในปี 1968 ราว 11 ปีต่อมา McMahon ในวัย 23 ปีก็เรียนจบปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจจาก East Carolina University พอเรียนจบเขาก็ได้ทำงานเป็นเซลล์แมนที่ต้องเดินทางขายแก้วกระดาษไปทั่ว เขาทำอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะกลับไปขอทำงานเป็นฝ่ายบริหารที่บริษัท Capitol Wrestling ซึ่งเป็นบริษัทจัดมวยปล้ำของพ่อเขาเอง
    

แต่พ่อของเขาก็ไม่ให้เขาทำงานบริหารง่ายๆ และจะให้ลูกไปเป็นนักมวยปล้ำก็ผิดนโยบายของตัวเองที่บอกลูกมาตั้งแต่เด็ก สุดท้ายพ่อของเขาก็เลยดันให้ McMahon มาลองทำงานเป็นผู้บรรยายมวยปล้ำ ซึ่งเขาก็ทำได้ เขาเลยได้กลายมาเป็นผู้บรรยายมวยปล้ำทางทีวีของบริษัทเป็นครั้งแรกในปี 1971 และโลกก็รู้จักเขาในนามนักบรรยายมวยปล้ำมาถึงปี 1997 เลย
    
...แต่ระหว่างนั้นอะไรก็เกิดขึ้นมากมายทีเดียว


จากคนล้มละลายสู่เจ้าของบริษัท
แม้ว่า McMahon จะพยายามเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทพ่อเขา และพยายามจะช่วยพ่อของเขาบริหาร แต่พ่อของเขาก็ไม่ให้เขาเป็นหุ้นส่วนหรือมายุ่งกับส่วนบริหารเท่าไร พูดง่ายๆ คือพ่อของเขาได้ผลักไสเขาออกจากบริษัท สุดท้ายเขาก็เลยต้องแยกตัวมาและไม่มีงานทำ
    

ตอนนั้น McMahon แต่งงานแล้วกับ Linda McMahon ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเด็กๆ สมัยที่ Vince อยู่กับพ่อเลี้ยงใจร้าย โดยทั้งสองพบกันตอน Linda อายุ 13 ปี ส่วน Vince อายุ 16 ปี ทั้งสองได้แต่งงานกันมาตั้งแต่ปี 1968 ตอน Linda อายุได้ 17 ปี ส่วน Vince อายุได้ 20 ปี

 
ปี 1976 Vice McMahon อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เขาตกงาน ส่วน Linda ทำงานเป็นนักแปลเอกสารของสำนักทนายแห่งหนึ่ง (เธอเรียนจบด้านวรรณคดีฝรั่งเศส) แต่ปัญหาคือทั้งสองมีลูกที่ยังเล็กอยู่ และ Linda ก็กำลังท้องลูกคนที่สอง ซึ่งปัญหาหนี้สินต่างๆ ที่รุมเร้าทำให้ทั้งคู่ถึงกับต้องฟ้องล้มละลาย และต้องไปรับ “แสตมป์อาหาร” ที่เป็นสวัสดิการสังคมของรัฐในที่สุด


แต่ Vince ก็ไม่ย่อท้อหลังจากที่เขาล้มละลายไปและต้องเริ่มทุกอย่างใหม่จากศูนย์ ในที่สุดเขาก็หางานได้ซึ่งเป็นงานใช้แรงงาน เขาเป็นคนงานเหมืองที่ต้องทำงาน 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งต้องทำเพื่อให้ครอบครัวมีรายได้


อเมริกาในสมัยก่อนคงเป็นสังคมแห่งโอกาสจริงๆ หลังจาก Vince ไปทำงานเหมืองจนเก็บเงินรวมกับภรรยาได้ภายใน 3 ปี ในปี 1979 เขาก็คิดจริงจังว่าเขาอยากทำธุรกิจมวยปล้ำเอง พ่อเขาไม่ให้เขาทำด้วยก็ไม่เป็นไร เขาจะสร้างมันขึ้นมาเอง และภรรยาก็เห็นดีเห็นงามด้วย ทั้งคู่ก็เลยไปซื้อสนามกีฬาขนาด 7,000 คนเศษๆ ที่รัฐ Massachusetts เพื่อเป็นฐานทัพในการจัดกีฬา ซึ่งสถานที่นี้ก็ประกอบธุรกิจการจัดอีเวนต์กีฬาต่างๆ ไปจนถึงคอนเสิร์ตร็อคในแถบนั้น


และแล้วในปี 1980 บริษัท Titan Sport ของ Vince และ Linda ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่ง 3 ปีหลังจากตั้งบริษัท หรือในปี 1983 ธุรกิจของทั้งคู่ก็ใหญ่โตจน Vince สามารถไปเทคโอเวอร์บริษัท Capitol Wrestling ของพ่อของเขาได้ ซึ่งตอนนั้นบริษัทของพ่อเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น World Wrestling Federation (WWF) ไปแล้ว


โฉมใหม่ของมวยปล้ำ
คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากว่า Vince มีวิสัยทัศน์ของธุรกิจมวยปล้ำ ต่างจากพ่อของเขาอย่างสุดขั้ว ซึ่งความต่างนี้ก็แสดงออกมาในแนวทางการบริหารบริษัทและจัดโชว์ต่างๆ ของ WWF ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปในทศวรรษ 1980 


WWF ในยุคนั้นยังเป็นแค่บริษัทเล็กๆ ในอุตสาหกรรมมวยปล้ำอเมริกาเท่านั้น เพราะองค์กรยักษ์ใหญ่ที่คุมบริษัทจัดมวยปล้ำทั้งหมดในอเมริกาก็ยังเป็น National Wrestling Association (NWA) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของสารพัดบริษัทจัดมวยปล้ำในอเมริกา ดังนั้น WWF ก็ต้องสู้หนักหน่อยเพื่อความเป็นเลิศในทางธุรกิจ
    

สิ่งแรกๆ ที่ Vince ทำหลังจากได้บริษัทมาคือ จับนักมวยปล้ำชื่อดังของยุคมาเซ็นสัญญามาปล้ำให้แต่กับโชว์ของทางบริษัทเท่านั้น ซึ่งนักมวยปล้ำที่เซ็นสัญญานี้กับบริษัทในปี 1984 ก็คือ André The Giant ยักษ์ใหญ่ไร้ฝ่าย ผู้เป็นนักมวยปล้ำที่ดังสุดในยุคนั้น กับ Hulk Hogan นักมวยปล้ำดาวรุ่นผู้จะกลายมาเป็นไอคอนของมวยปล้ำในเวลาต่อมา

Hulk Hogan (ซ้าย) กับ André The Giant (ขวา) ซุปเปอร์สตาร์มวยปล้ำรุ่นแรกๆ ของ WWF ในอีเวนต์ WrestleMania III ในปี 1988

    
เท่านั้นยังไม่พอ เขายังเป็นคนที่จับทุกโอกาส เขาใช้คอนเนคชั่นของพวกผู้จัดการที่กว้างขวางของ WWF เพื่อเชิญชวนนักร้องหญิงอย่าง Cyndi Lauper มา “แสดง” เป็นส่วนหนึ่งของรายการมวยปล้ำด้วย ผลคือก็เกิดการแลกเปลี่ยนไปมา มีนักมวยปล้ำในสังกัดของ WWF ไปแสดงในมิวสิควีดีโอของ Cyndi Lauper ด้วย และสายสัมพันธ์นี้ก็สานต่อไปทำให้รายการสดของ WWF ได้ฉายทาง MTV ซึ่งนี่ก็เป็นรายการมวยปล้ำสดรายการแรกในประวัติศาสตร์อเมริกาที่ฉายทางช่องเคเบิล เท่านั้นยังไม่พอ WWF ยังได้โอกาสทำรายการสดมวยปล้ำหญิงเป็นครั้งแรกของอเมริกาอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จของ WWF ก็ถูกตอกย้ำด้วยการจัดรายการเฉพาะกิจ WrestleMania อีกหลายต่อหลายครั้ง และความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในเวลาไม่เกิน 2 ปีหลังจากที่ Vince McMahon เทคโอเวอร์บริษัทพ่อของเขา

Cyndi Lauper (คนที่สองจากขวา) บนเวที WWF


การเชื่อมโยงกับดนตรีร็อคและมวยปล้ำทำให้ WWF ได้แฟนมวยปล้ำใหม่ๆ ที่เป็นวัยรุ่นไปเต็มๆ เท่านั้นยังไม่พอ การเข้ามาของ Vince McMahon ก็ยังทำให้การจัดแสดงมวยปล้ำทั้งหมดเริ่มมีโครงเรื่องใหญ่แบบอลังการงานสร้าง การเล่นละคร ความขัดแย้งนอกเวที มีความแค้นที่จะไปล้างตากันแมตช์หน้า มีการส่งตัวแทนไปสู้แทน ฯลฯ ซึ่งนี่ทำให้ “การแสดง” ของ WWF มันไม่ใช่แค่มวยปล้ำอีกแล้ว แต่มันเป็นละครฉากใหญ่ที่มีมวยปล้ำเป็นแบคกราวด์ ซึ่งแฟนๆ ก็ติดกันงอมแงม
    

…และสำหรับเหล่าแฟนมวยปล้ำก็ไม่มีใครรู้เลยว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนั้น ก็คือนักบรรยายมวยปล้ำที่นั่งบรรยายเกมในนัดสำคัญๆ นั่นแหละ เพราะตอนนั้น Vince McMahon ยังไม่ได้เปิดเผยตัวตนว่าเป็น CEO ของอุตสาหกรรมบันเทิงอันอลังการนี้ และก็ยังเล่นบทบาทเป็นแค่นักบรรยายคนหนึ่งของ WWF อยู่


จาก WWF สู่ WWE
WWF ยิ่งใหญ่มากๆ ในยุค 1980’s ด้วยการยึดพื้นที่สื่อในการจัดรายการได้สารพัด และจากบริษัทขนาดกลางๆ ในอุตสาหกรรมจัดมวยปล้ำ มันก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ที่ตอนนั้นมีอิทธิพลมากกว่าองค์กรมวยปล้ำอาชีพที่ตั้งมาหลายสิบปี เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ของบริษัทมวยปล้ำต่างๆ ทั่วอเมริกาอย่าง NWA เสียอีก


...และอันที่จริงมันก็มีบริษัทที่หันหลังให้กับ NWA อย่างต่อเนื่องจนสุดท้าย NWA องค์กรที่เคยผูกขาดการกำหนดผลประโยชน์ทางธุรกิจของมวยปล้ำทั่วอเมริกา ก็ไร้น้ำยาไปในที่สุด 
    

ซึ่งบริษัทหนึ่งที่แยกตัวมาจาก NWA แล้วดันไปรุ่งก็คือ Universal Wrestling Federation ซึ่งต่อมากลายเป็น World Championship Wresting (WCW) 
    

อธิบายให้สั้น ง่าย ได้ใจความที่สุด WCW คือบริษัทคู่แข่งเดียวที่สมน้ำสมเนื้อของ WWF ในช่วงต้นยุค 1990’s และกลยุทธ์ที่ร้ายกาจที่สุดของ WCW ก็คือการไปกว้านซื้อซุปเปอร์สตาร์มวยปล้ำจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาในสังกัด และแน่นอนกลุ่มแฟนๆ ก็ย่อมตามพวกซุปเปอร์สตาร์เหล่านี้มา
    

เรียกได้ว่า WWF เซไปพอสมควรทีเดียวกับการรุกคืบของ WCW แต่ทาง WWF ก็ไม่ย่อท้อและได้ “ปั้นดารา” นักมวยปล้ำรุ่นใหม่ๆ มาเต็มไปหมด เรียกได้ว่าในช่วงครึ่งแรกของ 1990’s นักมวยปล้ำของ WWF นี้เป็นนักมวยปล้ำหน้าใหม่กันแทบจะทั้งหมด เพราะหน้าเก่าๆ ถูก WCW ซื้อไปกันเกือบหมด
    

นี่คือความเก๋าเกมของ WWF และ Vince McMahon โดยแท้ เพราะถึงที่สุดแล้ว เขาพบว่าแก่นสารความน่าสนใจของมวยปล้ำอาชีพไม่ใช่ผลของแต่ละแมตช์ แต่มันคือการมีเรื่องราวพล็อตใหญ่ที่ชวนให้คน “ติดตาม” ต่างหาก ซึ่งถ้าคนสนใจผลการแข่งขันเป็นหลักจริงๆ มวยปล้ำอาชีพก็ไม่ได้ต่างอะไรจากกีฬาจริงๆ ซึ่งถ้าเป็นในแง่นั้นคนก็จะมาสนใจเฉพาะในตอนศึกชิงแชมป์ใหญ่ๆ เท่านั้น ไม่ได้ดูกันไปตลอด ดังนั้นการทำรายการมวยปล้ำอาชีพจริงๆ ต้องทำเหมือนซีรีส์ ทำให้คนดูดูไปได้เรื่อยๆ และต้องดูที่เนื้อรื่อง เพราะทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันจะเกี่ยวข้องกัน และเขาก็ใช้แนวทางนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการจัดมวยปล้ำ
    

...และเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า แนวทางการสร้างดารามวยปล้ำใหม่เรื่อยๆ ของ WWF นั้นสุดท้ายก็สร้างดารามาได้จริงๆ อย่างน้อยๆ The Rock หรือ Dwayne Johnson ก็คือผลผลิตในการสร้างดาราของ WWF และในช่วงปลาย 1990’s ทาง WWF ก็ได้กลับมาชิงบังลังก์บริษัทจัดมวยปล้ำอันดับ 1 ของอเมริกาได้สำเร็จ ช่วงนั้น WWF ก็ได้กลับมาปรับคอนเซ็ปต์รายการให้ “การแสดง” ต่างๆ เน้นไปที่กลุ่มคนดูผู้ใหญ่มากขึ้น (กล่าวคือโหดขึ้น ไม่ใช่เป็นละครยอดมนุษย์สไตล์ 1980’s ที่เน้นทำให้เด็กวัยรุ่นดู) และบริษัทก็เข้าตลาดหุ้นไปอย่างสวยงามในปี 1999
    

ทางด้าน WCW ที่เน้นหากินกับดารามวยปล้ำใหญ่ๆ มาตลอด ก็เริ่มขาดทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้น 1990’s ไปจนช่วงปลายทศวรรษที่ 1990’s สุดท้ายก็ต้องขายบริษัทให้กับ WWF ไปในปี 2001 ซึ่งผลของการควบรวมกิจการนี้ก็แทบจะทำให้ WWF ไม่เหลือคู่แข่งทางธุรกิจอีกแล้ว ในทางปฏิบัติก็น่าจะเรียกได้ว่าผูกขาดธุรกิจบันเทิงสาขามวยปล้ำทั่วทั้งอเมริกาไปโดยปริยาย
และหลังจากครองบัลลังก์สำเร็จ ในปี 2002 WWF ก็เปลี่ยนชื่อเป็น WWE (World Wrestling Entertainment) หรือพูดง่ายๆ ว่าเราจะไม่ปิดบังกันอีกแล้วว่ามันเป็นละครเพื่อความบันเทิง


...ตัว Vince McMahon เองก็ค่อยๆ โผล่มาในเวทีเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงปลาย 1990’s โดยเล่นบทเป็นตัวร้ายที่ใช้ชื่อว่า Mr. McMahon หลังจากนั้นมวยปล้ำก็เป็นยิ่งกว่าละครฉากใหญ่ๆ ที่คนดูไปงงไปว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรไม่ใช่เรื่องจริงบ้าง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการทะเลาะกันบนเวทีมวยปล้ำของตระกูล McMahon เองที่ลูกของเขาทั้งคนโตที่เป็นชาย และคนเล็กที่เป็นผู้หญิงต่างก็เป็นนักมวยปล้ำกันทั้งนั้น ไปจนถึงกรณีทีมีการแข่งมวยปล้ำเพื่อแย่งตำแหน่ง CEO ของ WWE กัน หรือจะบ้าบอขนาดไปท้าคนอย่าง Donald Trump มาดวลมวยปล้ำก็ยังมี


...ซึ่งแน่นอน แม้แต่ “คนเล่น” เองบางทีก็ยังงงเอง เพราะมันมีการเล่นนอกบท การผิดคิวอะไรสารพัด และนี่ก็อาจเป็นเสน่ห์ของมวยปล้ำอาชีพ ที่มันก็ไม่ได้ “มีบท” เต็ม 100% การนอกบท การไม่ได้เตี๊ยมก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอด
แต่ทั้งหมดนี้ เรื่องจริงคือ Vince McMahon เป็น CEO ของ WWE และทำงานเบื้องหลังอยู่ตลอดพร้อมกับเมียของเขา Linda ที่อยู่กินกันมาจนถึงปัจจุบันซึ่งก็เกิน 50 ปีแล้ว และตอนนี้ Vince ในวัย 70 ปีเศษก็มีหลานๆ 6 คนจากทั้งทางครอบครัวของลูกชายและลูกสาว ซึ่งทั้งสองพี่น้องก็ล้วนช่วยพ่อแม่บริหารงานบริษัท WWE อยู่


…เรื่องราวชีวิตของ Vince นั้นอาจจะเรียกได้ว่า เป็นการสร้างธุรกิจของพ่อเขาขึ้นมาใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์แบบใหม่โดยสิ้นเชิง เส้นแบ่งระหว่าง “เบื้องหลัง” กับ “เบื้องหน้า” ของธุรกิจมวยปล้ำที่พ่อของเขารักษาเอาไว้แบบเข้มงวดก็ไม่มีอีกแล้ว เบื้องหลังและเบื้องหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งของละครฉากใหญ่ทั้งนั้น และตัวเขาก็ได้เป็นนักมวยปล้ำสมใจไปพร้อมๆ กับเป็น CEO


…ที่สำคัญที่สุด เขาก็ไม่ได้กีดกันลูกของเขาจากธุรกิจนี้เหมือนที่พ่อของเขาเคยทำกับเขา


ครอบครัว McMahon (จากซ้ายไปขวา) Stephanie (ลูกสาว) Vince, Linda, Shane (ลูกชาย)
และ Triple H (อดีตแชมป์มวยปล้ำและสามีของ Stephanie)


เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X