1,231 VIEWS

Tony Wheeler แบ็กแพ็กเกอร์ผู้ก่อตั้ง Lonely Planet

December 19, 2017

ในยุคนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเลยนะครับที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์ หรือให้ตรงกว่านั้นคือคน Gen Y แทบจะทั้งหมดนี่ดูจะชอบท่องเที่ยวทั้งนั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ในบรรดาคนที่ชอบท่องเที่ยวก็มีน้อยคนนักที่จะทำให้การท่องเที่ยวของตนกลายมาเป็น “อาชีพ” ได้ ซึ่งสมัยนี้คนที่ท่องเที่ยวเป็นอาชีพที่เราพอจะเห็นได้ก็น่าจะเป็นเหล่าอินสตาแกรมเมอร์ไปจนถึงบรรดาช่างภาพอิสระต่างๆ ที่สามารถแปลงการท่องเที่ยวของตัวเองให้เป็นเงินได้
 
.
 
แม้ทุกวันนี้ลำพังประสบการณ์ท่องเที่ยวนั้นสามารถแปลงเป็นเงินได้ก็จริง ทว่าถ้าจะถึงกับการแปลงประสบการณ์ท่องเที่ยวของตัวเองเป็นอาณาจักรธุรกิจของตัวเองเลยโดยตรงนั้นคนเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกวันนี้ยากจะนึกถึงได้
 
.
 
...แต่กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วเมื่อกว่า 40 ปีก่อน นักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ผ่านการท่องโลกพร้อมกับภรรยามา เขาได้ตัดสินใจเขียนหนังสือนำเที่ยวเล่มหนึ่งแล้วพิมพ์ขายแบบเย็บแม็กมาขายในร้านหนังสือท้องถิ่นแล้วดันขายดี เขาก็เลยทำมันต่อมาเรื่อยๆ ไปพร้อมๆ กับทำงานประจำ
 
.
 
...และอีกเกือบ 10 ปีต่อมา โลกก็ได้รู้จักหนังสือนำเที่ยวระดับตำนานนามว่า Lonely Planet ที่เรียกได้ว่าเป็นหนังสือระดับ “คัมภีร์” ของการท่องเที่ยวจนถึงทุกวันนี้ และมันก็ได้กลายมาเป็นเจ้าแห่งหนังสือท่องเที่ยวของโลกอย่างแทบจะไร้ข้อกังขา
 
.
 
นี่คือเรื่องราวของชายผู้รักการท่องเที่ยวผู้กลายมาเป็นราชาหนังสือท่องเที่ยวนามว่า Tony Wheeler ครับ
.

Tony Wheeler
.
Tony Wheeler เกิดที่อังกฤษในปี 1946 พ่อของเขาทำงานเป็นผู้จัดการสนามบินซึ่งก็ทำให้ต้องย้ายประเทศที่ทำงานไปเรื่อยๆ ดังนั้นเขาก็เติบโตขึ้นมาโดยติดตามพ่อของเขาไปในประเทศต่างๆ นอกจากอังกฤษ เช่น ปากีสถาน บาฮามาส แคนาดา และสหรัฐอเมริกา โดยเขาก็ต้องย้ายโรงเรียนไปเรื่อยๆ ในระดับที่เขาไม่เคยเรียนที่โรงเรียนแห่งเดียวได้นานเกิน 2 ปีเลย
 
.
 
ความรักในการท่องเที่ยวน่าจะอยู่กับเขามาตั้งแต่เด็กเนื่องจากภูมิหลังแบบนี้นี่เอง อย่างไรก็ดีพอถึงระดับมหาวิทยาลัยเขาก็กลับมาอังกฤษ มาเรียนระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Warwick หลังจากนั้นเขาก็ทำงานกับ Chrysler เป็นเวลาสองปี ก่อนจะไปเรียนเรียน MBA ต่อที่ London Business School
 
.
 
…และในช่วงเรียนปริญญาโทนี่เองที่เขาได้พบกับ Maureen ผู้เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Lonely Planet ด้วยกันและเธอก็เป็นภรรยาของเขามาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งตำนานก็เล่าว่าเขาได้พบกับเธอโดยบังเอิญในวันที่ 7 ตุลาคม 1970 ขณะที่เธอนั่งอยู่บนม้านั่งใจกลางกรุงลอนดอน โดยในขณะนั้น Tony อายุได้ 23 ปี และ Maureen อายุได้ 20 ปี
 
.
 
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก Tony แต่งงานกับ Maureen ในปีปี 1972 และในปีนั้น Tony ก็เรียนจบพอดี ทั้งสองก็วางแผนจะฉลองการเรียนจบของ Tony และฉลองแต่งงานด้วยการไปเที่ยวกันยาว 1 ปี โดยเริ่มเที่ยวจากยุโรป ลัดเลาะไปในเอเชีย และไปจบที่ออสเตรเลีย ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่แปลกมากๆ ในสมัยนั้น เพราะแม้แต่คนตะวันตกเองก็ยังไม่มีความคิดว่าคนที่ “เรียนจบ” แล้วควรจะไป “ท่องโลก” ก่อนจะเรียนต่อหรือทำงาน
 
.
 
การท่องเที่ยวครั้งนั้นในตอนแรกทั้งคู่เที่ยวแบบพเนจรลัดเลาะสไตล์ “แบ็กแพ็กเกอร์” ตั้งแต่โลกยังไม่มีคำนี้ โดยทั้งคู่ขับรถไปเที่ยวในยุโรปโดยลัดเลาะไปทีละประเทศ แต่ดันมาเงินหมดตอนอัฟกานิสถาน ก็เลยขายรถเพื่อหาทุนมาเที่ยวต่อ โดยหลังจากนั้นก็ใช้การ “โบกรถ” ยาวๆ เที่ยวทั่วเอเชีย เรียกได้ว่า ผ่านอินเดีย ลัดเลาะมาทางพม่า ลงมาไทย ทะลุไปอินโดนีเซีย และสามารถไปถึงออสเตรเลียในที่สุด โดย Tony ก็เล่าว่าในตอนนั้นเขาไม่ได้วางแผนอะไรยาวๆ เลย เขาคิดแค่ว่า “พรุ่งนี้จะทำอะไร” แล้วเดินทางไปเรื่อยๆ
 
.
 
Tony และ Maureen ขณะแวะที่ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย
 
.
 
ทั้ง Tony และ Maureen นั้นรักชีวิตในต่างแดน พวกเขาเดินทางไป 9 เดือนกว่าจะถึงออสเตรเลีย และไปจับพลัดจับผลูปักหลักที่นั่นเลยจากที่ตอนแรกทั้งคู่วางแผนจะกลับลอนดอน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะทั้งคู่ก็ไม่ได้ผูกพันกับลอนดอนอะไรอยู่แล้ว เนื่องจาก Tony ก็เป็นคนไม่มีรกรากมาแต่เด็ก และ Maureen ตอนที่เจอกับ Tony นั้นก็จริงๆ ก็เพิ่งย้ายมาลอนดอน เพราะเธอโตมาในไอร์แลนด์เหนือ
 
.
 
พอมาปักหลักที่ออสเตรเลีย ณ กรุงซิดนีย์ ทั้งคู่ก็เริ่มทำงานกันโดยทั้งคู่มีงานประจำกัน Tony ทำงานเป็นนักวิจัยการตลาดที่ Bayer ส่วน Maureen ก็ทำงานเป็นผู้ช่วยที่บริษัทไวน์ ระหว่างที่ทั้งสองอยู่ที่ซิดนีย์ทั้งสองก็ได้พบปะกับผู้คนและได้เล่าถึงการเดินทางที่ทั้งสองผ่านมา ซึ่งคนก็สนใจมากๆ ว่าทั้งสองเดินทางได้ยังไงจากยุโรปมาเอเชีย แถมยังเดินทางตั้ง 9 เดือนด้วย
 
.
 
...ทั้งคู่ก็เลยตระหนักว่ามีคนสนใจเรื่องของการเดินทางของพวกเขาด้วย Tony ก็เลยใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำในการค่อยๆ เขียนประสบการณ์ออกมาจนสำเร็จเป็นหนังสือยาวเล่มแรกชื่อว่า Cross Asia on The Cheap ออกมาในปี 1973 ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้พิมพ์กับสำนักพิมพ์อะไรทั้งนั้น ทั้งคู่ลงทุนพิมพ์เอง ภายใต้ชื่อสำนักพิมพ์ใหม่นามว่า Lonely Planet Publication โดยทำการประหยัดต้นทุนด้วยการเข้าเล่มแบบเย็บแม็ก เนื่องจากหนังสือมันยาวแค่ 94 หน้าเท่านั้น
 
.
 
…ตอนนั้น Tony ได้ลางานไปวันหนึ่งเพื่อไปถามร้านหนังสือว่าอยากวางขายหนังสือเขามั้ย ปรากฏว่าร้านก็รับขาย และหนังสือก็ขายดีสุดๆ โดยการพิมพ์ครั้งแรกก็ขายได้เร็วมาก หนังสือ 1,500 เล่มขายออกในซิดนีย์ภายในสัปดาห์เดียว และทั้งคู่ก็ส่งหนังสือออกไปขายทั่วออสเตรเลีย โดยหนังสือมันก็ฮิตขนาดที่ต้องพิมพ์ซ้ำอีก 2 ครั้งเลยทีเดียว
 
.
 

Tony กับ Maureen กับหนังสือ Cross Asia on The Cheap
.
 
แน่นอนว่าถึงทั้งคู่ทำงานประจำแล้วทั้งคู่ก็ยังใช้เวลาพักร้อนจากการทำงานมาเที่ยวเสมอ และในอีก 2 ปีต่อมาทั้งคู่ก็ออกหนังสือ Southeast Asia on a Shoestring ออกมาในปี 1975 มาตอกย้ำความสำเร็จของหนังสือเล่มแรก โดยใช้กำไรจากการตีพิมพ์เล่มแรกนี่แหละมาตีพิมพ์เล่มที่สองต่อ และมันก็ได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี
 
.
 
อย่างไรก็ดีธุรกิจช่วงแรกๆ ของทั้งสองนี่ก็เป็นแบบบ้านๆ มาก ทั้งสองยังทำงานประจำอยู่ รายได้จากการขายหนังสือนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั้งสองเลิกทำเงินประจำได้ ซึ่ง “ออฟฟิศ” แรกของ Lonely Planet ก็คือบ้านของทั้งสองนี่แหละ โดยหนังสือที่เป็นสต็อกขายก็วางกระจัดกระจายไปทั่วบ้าน ซึ่งพอมาปี 1976 Maureen ก็ได้เริ่มเรียนที่ปริญญาตรีมหาวิทยาลัย La Trobe ก่อนจะเรียนจบมาในปี 1980 และมาทำงานบริหาร Lonely Planet เต็มๆ
 
.
 
เวลาทั้งสองคนนี้เดินทางก็หา “นักท่องเที่ยว” สไตล์เดียวกันมาเขียนหนังสือให้ Lonely Planet ระหว่างการเดินทางไปด้วย ที่ค่อยๆในช่วงครึ่งหลัง 1970’s Lonely Planet นั้นก็ค่อยๆ พัฒนาจากหนังสือที่คู่สามีภรรยาทำกับเองแบบบ้านๆ กลายมาเป็น “บริษัท” แบบเป็นจริงเป็นจังขึ้นโดยในปี 1977 รายได้จากการขายหนังสือนั้นก็ทำให้ทั้งคู่พอมีเงินใช้แล้ว และในปี 1979 สำนักงานของ Lonely Planet ก็ย้ายออกจากบ้านมามีออฟฟิศจริงๆ จังๆ
 
.
 
หลังจากมีออฟฟิศไม่นาน หนังสือเล่มที่ทำให้ Lonely Planet ดังในชื่อ Lonely Planet เลยก็ออกจำหน่าย ซึ่งก็คือ Lonely Planet India โดยยอดขายมันก็ถล่มทลายมากๆ แบบหนังสือเล่มเดียวทำให้บริษัทในตอนนั้น (ที่มีพนักงาน 10 คน) มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน Tony ก็ได้ไปหาเพื่อนที่ถนัดทำการบริหารสำนักพิมพ์มาดูแลกิจการสำนักพิมพ์ให้
 
.
...และพอมีออฟฟิศแล้ว และมีผู้บริหารมาทำงานแทน คู่สามีภรรยา Wheeler ที่ตอนนั้นเลิกทำงานประจำมาทำงานบริหารสำนักพิมพ์เต็มแล้ว ก็ได้กลับมาเที่ยวยาวๆ และเขียนหนังสืออีกครั้ง เพราะไม่ต้องห่วงงานบริหารอีกแล้ว เรียกว่าได้กลับมาเป็นนักเขียนในที่สุด
 
.
 
ทั้งนี้สิ่งที่คู่สามีภรรยา Wheeler ทำมาตลอดตั้งแต่ช่วงแรกของสำนักพิมพ์ก็คือการหานักท่องเที่ยวผู้มีความสามารถในการเขียนหนังสือนำเที่ยวมาป้อนสำนักพิมพ์ และทั้งคู่ก็ได้เจอคนเหล่านี้มากมายทั้งที่ออสเตรเลียและระหว่างเดินทางท่องเที่ยว และพอ Lonely Planet เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว ก็มีคนมาเสนอตัวมาเป็นนักเขียนอย่างไม่ขาดสาย
 
.
 
...Lonely Planet ก็โตมาเรื่อยๆ ในเวลา 20 - 30 ปีจนมันกลายมาเป็นคัมภีร์ของนักท่องเที่ยวในที่สุดในปัจจุบัน โดยสำนักพิมพ์เล็กๆ จากออสเตรเลียนี้ก็ค่อยๆ เน้น “ตลาดโลก” มาตลอด เพราะตลาดออสเตรเลียมันเล็กอยู่แล้ว แต่ตลาดหนังสือภาษาอังกฤษมันทั้งโลก ซึ่งเนื่องจากเป็นสำนักพิมพ์เจ้าแรกๆ ที่ทำหนังสือท่องเที่ยวสไตล์นี้ และแบรนด์ติดตลาดไปก่อนชาวบ้านแล้ว มันก็ได้ครองหิ้งหนังสือทั่วเที่ยวทั่วโลกก่อนที่พวกสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ จะมาลุยหนังสือนี้จริงๆ จังๆ เรียกว่าได้เปรียบทั้งการริเริ่มทำก่อนและทั้งด้านคุณภาพของงาน ซึ่งสุดท้าย Lonely Planet ก็สร้างเงินให้กับคู่สามีภรรยา Wheeler มหาศาลในแบบที่สามารถท่องเที่ยวได้อย่างไม่ต้องสนอะไรอีกแล้ว
 
.
 
อย่างไรก็ดี เนื่องจากคู่สามีภรรยา Wheeler นั้นไม่ใช่นักบริหารโดยสายเลือด และก็ไม่ได้ชอบงานบริหารสักเท่าไร สุดท้ายตอนที่ BBC Worldwide มาเสนอซื้อหุ้น Lonely Planet ไป 75 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2007 ทั้งคู่ก็ไม่ได้ลังเลที่จะขายเลยในราคาเกือบ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัว Tony เองบอกว่าจริงๆ เขาไม่ได้ไม่รู้สึกอะไรตอนขาย Lonely Planet ก็เหมือนลูกของเขา เขาผูกพันกับมันก็จริง แต่เขาก็อยากให้ Lonely Planet ได้ดี และทาง BBC Global ก็มีศักยภาพที่จะทำให้ Lonely Planet โตต่อไปได้ดีในยุคดิจิทัลต่อไป ซึ่งหุ้นของบริษัทที่เหลือ 25 เปอร์เซ็นต์ คู่สามีภรรยา Wheeler ก็ขายไปอีกรอบในปี 2011 เป็นการปิดฉากความเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ทั้งคู่สร้างมากับมือโดยสิ้นเชิง
 
.
 
...ซึ่งเขาก็ขาย Lonely Planet ไปถูกจังหวะมาก ในปี 2008 เศรษฐกิจโลกทรุดหนัก และยอดขายหนังสือท่องเที่ยวยิ่งตกต่ำกว่าสภาวะเศรษฐกิจ จนสุดท้าย BBC Worldwide ต้องต้องขายบริษัทต่อไปให้ N2C Media ที่บริหาร Lonely Planet มาตั้งแต่ปี 2013 จนถึงทุกวันนี้
 
.
 
...แม้ว่าตัว Tony Wheeler จะเรียกได้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการอะไรในระดับเดิมแล้ว แต่เขาก็เป็นตำนานของหนังสือนำเที่ยวไปแล้วอย่างถาวร และการพูดถึง Lonely Planet โดยไม่พูดถึงเขาก็เป็นไปไม่ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่เจ้าของอีกแล้ว ตัวเขานั้นรัก Lonely Planet เหมือนลูกและทุกวันนี้เขาก็ซื้ออ่านตลอด (ซึ่งเขาบอกว่าเขาซื้อ e-book แล้ว เพราะไม่อยากถือเล่มใหม่ๆ) พร้อมส่งคำแนะนำและติชมไปกับทางเจ้าของใหม่ ซึ่งทางเจ้าของ Lonely Planet ใหม่ก็ให้เกียรติเขาในการเชิญไปเขียนคำนิยม คำตาม ยันเชิญไปงานเปิดตัวตลอด
 
.
 
...เรื่องของ Tony Wheeler ดูจะสอนให้เรารู้ว่าการทำธุรกิจจากสิ่งที่ตัวเองรักนั้นเป็นคนละเรื่องกับการต้องอยู่กับธุรกิจนั้นตลอดไป เพราะถ้าสุดท้ายธุรกิจมันมาเบียดบังเวลาในการทำสิ่งที่เรารักไปแล้ว การถอยห่างจากมันมาทำสิ่งที่เรารักเราอาจจะมีความสุขกว่า และยิ่งได้ผู้สืบทอดธุรกิจที่เราไว้ใจได้ เราก็ยิ่งมีความสุขที่จะเห็นธุรกิจเรายิ่งดีขึ้นๆ แม้จะพ้นมือเราไปแล้วก็ตาม
 
.
 
...เพราะอย่างน้อยๆ ถ้าเขายังเป็นผู้บริหารบริษัทอยู่ เขาคงไม่ได้นั่งอ่านหนังสือ Lonely Planet อย่างสบายใจขณะที่เขาไปเที่ยวรอบโลกกับครอบครัวอย่างทุกวันนี้
 
.
 
เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์ ภาพประกอบ: จิดา ลี้ไพบูลย์
 



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X