696 VIEWS

Tom Anderson เจ้าแห่ง Social Network ยุคก่อน FB

May 26, 2017

ถ้าใครเล่น Social Network มานานพอ (อย่าละอายความแก่ครับ) ก็คงพอจะเคยเล่นเว็บอื่นๆ นอกจาก Facebook มาก่อนนะครับ และก็คงได้อยู่ในยุคที่ Facebook ไม่ได้เป็นเจ้าแห่ง Social Network แบบทุกวันนี้


เพราะเมื่อ 10 ปีก่อน Social Network ที่ฮิตที่สุดในโลกคือ Myspace ครับ!!!


ถ้าใครเคยใช้ Myspace ในยุครุ่งเรืองก็จะพบว่าคุณสมัครเข้าไปปุ๊บ คุณจะมีเพื่อนโดยอัตโนมัติเลย 1 คน เป็นผู้ชายฝรั่งใส่เสื้อสีขาวและหันข้างๆ มายิ้มและฉากหลังก็เป็นไวท์บอร์ดเต็มไปด้วยข้อความอะไรก็ไม่รู้ ...เขาผู้นั้นมีนามว่า Tom Anderson และถ้าไม่มี Facebook โลกอาจรู้จัก Tom Anderson แทน Mark Zuckerberg

                                                                       รูปโปรไฟล์ของ Tom Anderson

จากแฮกเกอร์สู่ผู้ประกอบการ
Tom Anderson ก็มีประวัติคล้ายๆ กับเหล่าผู้ประกอบการด้าน IT ดังๆ ทั่วไป เขาสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์มาแต่เด็กและเริ่มเป็นแฮกเกอร์ตั้งแต่อายุ 13 ปี  หลังเป็นแฮกเกอร์มาหนึ่งปี ในปี 1985 เขาไปแฮกเข้าธนาคาร (ซึ่งสมัยนั้นระบบความปลอดภัยก็ไม่ได้รัดกุมเท่าสมัยนี้) เพื่อไปแอบใช้คอมพิวเตอร์เมนเฟรม พร้อมกับสอนให้เพื่อนๆ ทำตาม แน่นอนว่าธนาคารจับพิรุธได้ แต่หาตัวการไม่ได้ เลยแจ้งให้ทางการเข้ามาสืบส่วน ผลสุดท้าย FBI กว่า 50 นายก็เข้าไปบุกบ้านเขาและเพื่อนๆ ที่ซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมยึดคอมพิวเตอร์ไปกว่า 25 เครื่อง


ซึ่ง FBI ไปถึงบ้านเขาและผองเพื่อนก็ต้องอึ้ง เพราะตอนแรก FBI คิดว่าการแฮกธนาคารดังกล่าวต้องเป็นฝีมือของแก๊งอาชญากรรมแน่ๆ แต่สิ่งที่พวกเขาพบคือตัวตั้งตัวตีเป็นเด็กอายุไม่ถึง 15 ปี ...และความที่ยังเป็นเด็กนั่นก็ทำให้ Tom Anderson ในวัย 14 ปีรอดจากคุกมาได้ แต่ก็ติดทัณฑ์บนพร้อมต้องให้คำมั่นว่าจะไม่ก่อเหตุการณ์เช่นนี้อีกไปตามระเบียบ


Anderson เรียนจนจบมัธยมและมาต่อปริญญาตรีในสาขาวรรณคดีอังกฤษและวาทศิลป์ที่ University of California, Berkley ก่อนจะไปท่องโลกพักหนึ่งแล้วค่อยมาต่อปริญญาโทด้านการวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ University of California, Los Angeles ซึ่งเขาก็เรียนจบทั้งคู่ เป็นการแหวกขนบเหล่าผู้ประกอบการด้าน IT รุ่นใหม่ๆ ที่มักจะเรียนในสายคอมพิวเตอร์และเรียนไม่จบพอสมควร


พอเรียนปริญญาโทจบในปี 2000 เขาก็กลับมาทำงานด้านคอมพิวเตอร์โดยเป็นผู้ทดสอบผลิตภัณฑ์ให้บริษัททำฮาร์ดดิสก์นามว่า XDrive และที่นั่นเขาก็ได้พบกับเพื่อนร่วมงานนามว่า Chris DeWolfe ผู้ที่จะมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง MySpace กับเขาในเวลาต่อมา


พอ XDrive ล้มละลายในปี 2001 ทาง Tom Anderson และ Chris DeWolfe ก็มาร่วมกันตั้งบริษัทชื่อ ResponseBase ขึ้น ResponseBase  เป็นบริษัทที่ทำด้านการตลาดแบบครบวงจรทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมดาไปแล้วในทุกวันนี้ แต่เมื่อปี 2001 ที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตไฮสปีด มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากๆ

                                                                       หน้าเว็บบริษัท ResponseBase

หนึ่งปีต่อมาในปี 2002 ทั้งคู่ขาย ResponseBase ให้กับทาง eUniverse อันเป็นบริษัทที่ทำการตลาดอินเทอร์เน็ตยุคบุกเบิก และทั้งคู่ก็ได้กลายมาเป็นพนักงานของ eUniverse ไปในตอนนั้น


จุดเริ่มต้นและยุครุ่งเรืองของ MySpace
ที่ eUniverse นี่เองที่ Myspace ถือกำเนิดขึ้นด้วยฝีมือของ Tom Anderson และเหล่าพนักงานของ eUniverse หน้าเว็บแรกของ MySpace เกิดขึ้นในปี 2003 ด้วยฝีมือของพวกเขา Tom Anderson และผองเพื่อนร่วมงานที่ eUniverse นี่เองที่เป็นสมาชิกชุดแรกสุดของ MySpace และปีนั้นก็ถือเป็นปีก่อตั้ง MySpace 


MySpace ขยายตัวอย่างรวดเร็วมากๆ ด้วยนโยบายที่เปิดกว้างให้ใครเข้ามาสมัครก็ได้โดยไม่ต้องใช้ชื่อจริง (ต่างจาก Friendster ที่มีนโยบายบังคับใช้ชื่อจริงในการเข้าเป็นสมาชิก) และไม่จำกัดขอบเขตของผู้สมัครเข้าใช้บริการ (ต่างจาก Facebook ในยุคแรกสุดที่จำกัดการใช้เฉพาะเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยในอเมริกา) พอมาปี 2004 มันก็ได้กลายเป็นเว็บไซต์โด่งดังมากๆ ในอเมริกาไปแล้ว และนั่นทำให้มันกลายเป็นผลิตภัณฑ์โดดเด่นที่สุดของบริษัท eUniverse (ที่ตอนนั้นเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Intermix Media แล้ว) ไปโดยปริยาย


จุดที่เด่นมากอีกประการของ MySpace คือฟังก์ชั่นของเว็บที่เหมาะกับวงดนตรีต่างๆ เพราะ MySpace จะมีเพจสำหรับวงโดยเฉพาะ ที่จะให้วงนำเสนอเพลงของตัวเองผ่าน Online Player ของทางเว็บที่คลิกฟังเพลงได้เลย นอกจากนี้วงก็สามารถนำเสนอตารางทัวร์ นำเสนอภาพถ่าย นำเสนอข่าวสารต่างๆ ไปจนถึงให้วงสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับทางแฟนเพลงได้โดยตรงเลยด้วย พูดอีกแบบคือมันเป็นแฟลตฟอร์มที่รวมฟังก์ชั่นของบล็อก (โพสต์ข่าวสารให้อ่านได้) เว็บภาพถ่าย (โพสต์รูปภาพให้ดูได้) เว็บดนตรี (โพสต์เพลงให้ฟังได้) และเว็บเครือข่ายสังคม (มีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสมาชิกได้บนเว็บโดยตรง) เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน

                                                                                             หน้าเพจวงดนตรีใน MySpace
 
นี่เป็นอะไรที่ใหม่มากในแวดวงดนตรีโดยเฉพาะสำหรับวงดนตรีหน้าใหม่ไร้สังกัด เพราะสมัยนั้นถ้าวงจะมีเว็บไซต์ก็ต้องไปจ้างคนมาเขียนเว็บไซต์ และเสียค่าโฮสต์สารพัด ซึ่งวงดนตรีไร้สังกัดก็ย่อมไม่มีเงินจะทำ การมี MySpace ทำให้วงดนตรีจำนวนมากที่ไม่เคยมีพื้นที่ออนไลน์มาก่อนได้มามีพื้นที่ออนไลน์ที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับแฟนเพลงโดยตรงได้ 

และในยุครุ่งเรืองของ MySpace ก็แทบจะเรียกได้ว่าวงดนตรีตั้งแต่วงเล็กๆ ในท้องถิ่นไปถึงวงใหญ่ระดับโลกที่มีเว็บไซต์ของตัวเองอยู่แล้วล้วนต้องมี MySpace เป็นของตัวเอง ยุคนั้นเรียกได้ว่าบางทีวงดนตรีที่ตั้งมาใหม่ก็จะเปิด MySpace ของตัวเองกันก่อนจะรวมวงซ้อมดนตรีกันด้วยซ้ำ เพราะนี่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปแล้วของวงดนตรีในยุคนั้น

MySpace ในช่วงนั้นดูมีอนาคตมากๆ ว่าจะเป็นเว็บ Social Network ที่จะครองโลกจริงๆ พอในปี 2005 ทางบริษัทที่เป็นเจ้าพ่อสื่อดั้งเดิมอย่าง News Corp. (บริษัทของ Rupert Mudoch เจ้าของ Fox News และ 20th Century Fox) ก็ไม่ต้องการจะตกขบวนในกระแสธุรกิจสื่อออนไลน์ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทาง News Corp. ก็เลยมาเทคโอเวอร์บริษัทแม่ของ Myspace ด้วยเงิน 580 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


และพอบริษัทโดนเทคโอเวอร์ไป Tom Anderson ก็ได้กลายมาเป็นประธานของ Myspace ที่ตอนนี้อยู่ใต้ร่มเงาบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของโลกแล้ว


News Corp. บริษัทแม่ใหม่ของ MySpace เป็นบริษัทที่มีทรัพยากรมหาศาลให้ทาง MySpace ได้ขยายตัวก็จริง แต่ทาง Anderson ที่กลายมาป็นผู้บริหารไปแล้วกลับทำงานได้ไม่ดีนัก เขาไม่เคยชินกับกระบวนการขององค์กรสื่อแบบเก่าขนาดใหญ่ที่ต้องเล่นการเมืองในองค์กรมาก เขาไม่คุ้นกับการที่ต้องมีกระบวนการทบทวนและตรวจสอบงบประมาณสารพัด ก่อนที่จะทำอะไรอย่างเป็นชิ้นเป็นอันได้ ดังนั้นมันจึงทำให้หน้าเว็บ Myspace ภายใต้บริษัทแม่ใหม่มันเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปได้ช้ามากๆ


แต่นั่นก็ไม่หยุดยั้งความโด่งดังของ MySpace เพราะในช่วงปี 2005-2008 มันคือเว็บ Social Media ที่คนใช้มากที่สุดในโลก และเป็นเว็บที่คนอเมริกันเข้ามากว่า Google เสียอีก


จุดจบของ MySpace
ทว่าความสำเร็จของ MySpace ก็ยืนอยู่ไม่ได้นาน เพราะเว็บเล็กๆ ที่ในปี 2005 ทางบริษัทแม่เก่าของ MySpace เคยพยายามจะซื้อมันหลังจากที่เว็บตั้งมาเพียงแค่ 1 ปี ด้วยเงิน 75 ล้านเหรียญสหรัฐแต่ไม่สำเร็จ ตอนนี้ก็ได้เติบใหญ่มาเป็นคู่แข่งคู่แข่งสำคัญของ MySpace แล้ว

 
ใช่ครับ ผมพูดถึง Facebook และ Mark Zuckerberg นี่แหละครับที่ปฏิเสธไม่ยอมขาย Facebook ในราคา 75 ล้านเหรียญ เพราะเขาเห็นว่าทางเว็บมันมีศักยภาพที่จะโตกว่านั้น มีราคามากกว่านั้น และ Mark Zuckerberg ก็เชื่อมั่นไม่ผิดจริงๆ เพราะ 3 ปีหลังจากเขาไม่ยอมขาย Facebook ในปี 2008 ให้กับทางบริษัทแม่ของ Myspace ทาง Myspace ก็กลับพลิกมาเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ให้แก่ Facebook เป็นครั้งแรกเมื่อผู้ใช้ทั่วโลกของ Facebook สูงถึง 116.4 ล้านบัญชี ในขณะที่ทาง Myspace มีผู้ใช้รวมกันอยู่ 115.7 ล้านบัญชี


จริงอยู่ที่ในปีนั้น Myspace ยังคงมีผู้ใช้ในอเมริกามากกว่า Facebook เกิน 2 เท่าตัว แต่การเติบโตของ Facebook ก็มาแรงอย่างฉุดไม่อยู่แบบที่ทุกคนแทบจะเห็นตรงกันว่า MySpace กำลังจะหมดยุคแล้วเพราะมีอัตราเติบโตช้ากว่ามาก 


เก่าไป ใหม่มา ก็ไม่ได้ต่างกับเว็บ Social Network รุ่นใหญ่กว่าอย่าง Friendster อันเป็นเว้บคนก็แทบไม่รู้จักกันแล้วในยุคที่ MySpace รุ่งเรืองมาแทนที่ ทั้งๆ ที่ในยุครุ่งเรือง Friendster ก็เคยเป็นยักษ์ใหญ่ในยุคแรกสุดของเว็บ Social Network ช่วงต้นทศวรรษ 2000 และหน้าประวัติศาสตร์ก็ได้จารึกไว้ว่ามันเป็นเว็บเครือข่ายสังคมแรกของโลกที่มีผู้ใช้มากถึง 1 ล้านคน


ความล่มสลายของความนิยมใน MySpace สุดท้ายทำให้ในปี 2009 Tom Anderson ก็ถูกทางบริษัทแม่อย่าง News Corp. ถอดออกจากการเป็นผู้บริหาร Myspace และนั่นก็ดูจะเป็นจุดจบของ Myspace ไปพร้อมๆ กัน เพราะตอนนั้นโลกนี้อะไรๆ ก็แทบจะ Facebook แล้ว


จากตอนนั้นถึงตอนนี้ ไม่มีใครรู้ชัดเจนว่า Anderson ไปทำอะไรต่อ แต่ทรัพย์สินของเขาก็น่าจะมีเพียงพอที่เขาจะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต มีการประเมินกันว่าทรัพย์สินของเขาน่าจะอยู่ในหลักสิบล้านเหรียญ และทรัพย์สินตรงนี้เกิดจากการที่เขาซื้อหุ้นของบริษัทแม่เก่าของ MySpace มาเก็บไว้ตั้งแต่ MySpace ยังไม่โด่งดังและมูลค่าหุ้นก็เพิ่มไปอย่างมหาศาลตามระเบียบในยุครุ่งเรืองของ MySpace


ทุกวันนี้เขายังเล่น Social Media อยู่โดยก็มีผู้ติดตามมากมาย เขามีเพจ Facebook ของตัวเอง มี Twitter ของตัวเอง และมี Instagram ของตัวเองที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายที่เขาถ่ายตอนที่เขาเดินทางไปเรื่อยๆ รอบโลก 


ซึ่งถ้าถามว่าตอนนี้ Tom Anderson ทำอะไรอยู่ คำตอบของเขาในวัย 40 กว่าปีก็คงจะเป็นเหมือนคำบรรยายในหน้าโปรไฟล์ Twitter ของเขาสั้นๆ ว่า “กำลังสนุกกับการเกษียณอายุอยู่”


เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์
อ้างอิง: Facebook , Twitter , IG , techcrunch.com , theguardian.com , huffingtonpost.com



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X