3,275 VIEWS

Satoshi Nakamoto “บุคคล” ปริศนาผู้สร้าง Bitcoin

December 13, 2017

ถ้าพูดถึงสินทรัพย์ในโลกของการลงทุนตอนนี้ที่ฮ็อตที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin เพราะตอนนี้ขนาดเว็บข่าวการเงินกระแสหลักของโลกเจ้าใหญ่ๆ ก็ยังอุทิศพื้นที่เพื่อรายงานข่าว Bitcoin กันเต็มไปหมด จากที่เมื่อก่อนไม่เคยให้ราคาว่าเป็นสินทรัพย์ที่ควรค่าแก่พื้นที่ข่าว แต่มาตอนนี้ถึงขั้นเชียร์ว่า Bitcoin คืออนาคตอันรุ่งโรจน์ บ้างก็ด่าว่า Bitcoin เป็นเรื่องลวงโลกหรือฟองสบู่ขนาดมโหฬารที่รอวันจะแตก แต่ถึงยังไงก็ต้องมีการลงข่าว Bitcoin กัน เพราะในทางการเงินปีนี้ปีเดียว มูลค่าของ Bitcoin มันเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าตัวเข้าไปแล้ว และก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่ามันมีมูลค่าพุ่งแบบ “ทะลุเป้า” ไม่หยุด จนพวกนักการเงินดั้งเดิมจะไม่สนใจมันก็ไม่ได้แล้ว (ส่วนจะออกมาสนับสนุนหรือต่อต้านนี่อีกเรื่อง)
 
.
 
...แต่เชื่อไหมครับ ทุกวันนี้ยังไม่มีใครในโลกสามารถยืนยันได้เลยว่า ใครคือผู้สร้าง Bitcoin ขึ้นมา ซึ่งต่างจากบรรดา “สกุลเงินดิจิทัล” ที่ตามหลังมาอีกจำนวนมาก เพราะสามารถระบุได้ว่าใครหรือคนกลุ่มไหน คือผู้สร้างมันมา
 
.
 
กำเนิด Bitcoin
เรื่องราวของ Bitcoin นั้นสามารถย้อนไปในปี 2008 อันเป็นปีที่อเมริกาเริ่มเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่พอดี ในปีนั้นได้มีการจดทะเบียนเว็บไซต์ bitcoin.org มาอย่างเงียบๆ ของช่วงเดือนกันยายน และสองเดือนถัดจากนั้นในเดือนพฤศจิกายน มันก็มีอีเมลลึกลับที่ผู้เขียนอีเมลบอกว่า เขากำลังพยายามสร้างระบบเงินดิจิทัลแบบใหม่ ที่จะทำให้ระบบเงินนั้นไม่ต้องพึ่งพาสถาบันทางการเงิน พร้อมแนบลิงก์เอกสารเพื่ออธิบายว่าเราจะสร้างระบบเงินแบบนี้ได้อย่างไร เอกสารที่ว่านี้อยู่ในตำนานที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ Bitcoin และ “สกุลเงินดิจิทัล” ทั้งหมด และมันมีชื่อว่า “Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System”   (ทุกวันนี้เอกสารเผยแพร่ฉบับนี้อยู่ในเว็บลิงก์เดิม ที่อยู่ในอีเมลตำนานนี้ เข้าไปอ่านได้ที่นี่)
 
.
 
อีเมลฉบับนี้ถูกส่งไปให้ของโปรแกรมเมอร์จำนวนหนึ่งที่สนใจด้านการเข้ารหัส ซึ่งตอนท้ายอีเมลก็ลงชื่อผู้เขียนอีเมลว่า Satoshi Nakamoto และแน่นอนว่าไม่มีใครที่รับอีเมลแล้วรู้ว่า Satoshi ผู้นี้คือใคร (อ่านอีเมลฉบับเต็มได้ที่นี่)
 
.
       
ในเอกสารนั้นเต็มไปด้วยทฤษฎี และแนวคิดเชิงเทคนิคที่แม้แต่คนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ซึ่งถนัดเรื่องการเข้ารหัสเอง ยังอาจต้องใช้ทั้งความตั้งใจและจินตนาการตามในการอ่าน แต่ Satoshi ก็ได้เขียนสรุปไว้สั้นๆ ในเนื้อหาอีเมลฉบับแรกที่เริ่มทุกสิ่งทุกอย่างนี้ขึ้นมาว่า ตัวเขากำลังพยายามสร้างระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกแบบใหม่ ที่ไม่ต้องการสถาบันทางการเงินมารองรับ โดยคุณลักษณะของมันคือ มันเป็นระบบที่ไม่มีศูนย์กลาง คนในระบบจะดูแลและจดจำกันเองว่าใครมีเงินเท่าไร ส่งเงินไปให้คนอื่นเท่าไร คนในระบบทั้งหมดสามารถจะถือเงินรวมถึงส่งเงินได้อย่าง “นิรนาม” ระบบจะสามารถป้องกันการโอนเงินก้อนเดียวกันซ้ำได้ และระบบก็สามารถจะสร้างเงินขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ ด้วย ทั้งหมดเป็นไปได้ด้วยเทคนิคการเข้ารหัส เอกสารที่ว่าเป็นคำอธิบายในเชิงทฤษฎีว่าเขาทำได้จริงๆ
       
 
.
 
ซึ่งในบริบทของเอกสารฉบับนี้ คนอเมริกันกำลังเหม็นเบื่อสถาบันทางการเงินดั้งเดิมมากๆ เพราะถือว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขณะนั้น โดยที่สถาบันทางการเงินพวกนี้ไม่ต้องรับผิดอะไรด้วยกับหายนะที่ตนมีส่วนสำคัญในการก่อขึ้น ดังนั้นในข้อเสนอเรื่องระบบเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาสถาบันทางการเงินของ Satoshi นั้นจึงทรงพลังมากๆ
 
.
 
หลังจากอีเมลฉบับนี้ ทำให้บรรดาคนในเมลลิ่งลิสต์มีการเมลโต้ตอบอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับไอเดียในการสร้างระบบเงินใหม่ของโลกนี้อย่างสร้างสรรค์ และพอมาในเดือนมกราคมปี 2009 Satoshi Nakamoto ก็ได้อีเมลส่งโปรแกรมที่จะรันระบบ Bitcoin ในเวอร์ชั่นแรกสุด ให้คนในเมลลิ่งลิสต์ได้ลองใช้กันดู (อ่านอีเมลได้ที่นี่)
 
.
 
และนอกจากจะส่งอีเมลไปให้สมาชิกในเมลลิ่งลิสต์ดั้งเดิมแล้ว ถัดมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2009 Satoshi Nakamoto ก็ยังไปตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดของ P2P Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนด้านโครงการต่างๆ ที่จะดึงอำนาจจากสถาบันรวมศูนย์ต่างๆ กลับมาสู่คนที่อยู่ใต้อำนาจ โดยโพสต์มีเนื้อหาต่างจากอีเมลพอสมควร เพราะมันเป็นการแนะนำผู้ที่ไม่รู้จัก Bitcoin เลยให้รู้จักมันเป็นครั้งแรก โดยเนื้อหาหลักๆ ก็เป็นการชี้ให้เห็นปัญหาของระบบการเงิน ที่วางอยู่บนธนาคารที่เราต้อง “เชื่อใจ” ในทุกมิติ เช่น เวลาเราสั่งโอนเงิน ในทางปฏิบัติก็คือเราเชื่อใจธนาคารว่า ธนาคารจะลดเลขในบัญชีของเรา และไปเพิ่มเลขในบัญชีของคนอื่น อย่างไรก็ดีสิ่งที่ธนาคารทำจริงๆ ก็คือเอาเงินของเราไปปล่อยกู้จนทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
 
.
 
นอกจากนี้ Satoshi ก็ย้ำต่อไปว่า ปัญหาของสกุลเงินที่มีศูนย์กลางอยู่ที่รัฐ คือเราก็ต้อง “เชื่อใจ” ธนาคารกลางด้วยว่า จะรักษามูลค่าเงินของเราไว้ อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติธนาคารกลางมันจะลดค่าเงินเมื่อไหร่ก็ได้ และนั่นทำให้เงินของเราเสื่อมมูลค่าลงได้ทันที
 
.
 
Satoshi ชี้ว่าระบบแบบนี้ก็เหมือนระบบเว็บไซต์แบบเก่า ที่ผู้ดูแลระบบจะเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของสมาชิกเว็บได้ ดังนั้นเราต้อง “เชื่อใจ” ว่าผู้ดูแลเว็บไซต์จะไม่ทรยศหักหลังความเชื่อใจนี้ แต่นี่เป็นระบบที่คร่ำครึแล้ว เพราะทุกวันนี้ระบบเว็บไซต์ที่มีมาตรฐานดีๆ จะมีระบบการเข้ารหัสที่ซับซ้อนที่แม้แต่ผู้ดูแลระบบก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ (นึกถึงพวกอีเมลนะครับ ในทางเทคนิคเว็บที่ให้บริการอีเมลที่ดี ทางเว็บก็ต้องไม่รู้ Password ของผู้ใช้ และไม่สามารถเข้าไปอ่านเนื้อหาอีเมลของผู้ใช้ได้) ซึ่งสิ่งที่ Bitcoin จะมอบให้กับโลกการเงินคือสิ่งเดียวกัน มันคือระบบที่วางอยู่บนความเป็นส่วนตัวระดับสูง ระดับที่คนทั้งหมดในระบบสามารถใช้ระบบได้โดย “นิรนาม” และระบบมันก็ดำเนินไปได้โดยไม่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ควบคุมดูแลระบบ ยิ่งไปกว่านั้นมันคือระบบที่จะไม่ต้องมีผู้ควบคุมดูแลระบบทั้งนั้น (กระทู้ดูได้ที่นี่)
 
.
 
...และนี่เองที่โปรแกรม Bitcoin ในเวอร์ชันแรกออกมาสู่โลก โดย Satoshi ก็ยืนยันความโปร่งใสของโปรแกรมตั้งแต่ในกระทู้แล้วว่า มันเป็นโปรแกรมแบบ Open Source ซึ่งนั่นหมายถึงว่าจะเป็นใครก็ได้ที่สามารถเข้าไปดูโค้ดทุกบรรทัดของโปรแกรม ดังนั้นมันไม่มีการสอดไส้กลลวงเลศนัยอะไรทั้งนั้น ซึ่งโปรแกรมในเวอร์ชันแรกก็เป็นที่ชื่นชมของเหล่าโปรแกรมเมอร์มากว่า เขียนได้ละเอียดรอบคอบสุดๆ ระดับที่คนเขียนน่าจะเป็น “อัจฉริยะ” เลยทีเดียว ซึ่งทุกวันนี้โปรแกรมก็ยังวางอยู่บนเว็บศูนย์กลางโปรแกรม Open Source อย่าง GibHub และก็มีนักพัฒนามากหน้าหลายตาจากทั่วทุกสารทิศพัฒนามันต่อไปเรื่อยๆ
 
.
 
...เส้นทางของ Bitcoin จึงเริ่มขึ้นนับตั้งแต่ตอนนั้น โดยในช่วงปี 2009 - 2010 ทาง Satoshi Nakamoto ก็มีการพูดคุยกับผู้ริเริ่มเข้ามาใช้ระบบ Bitcoin อย่างคึกคัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นในเชิงเทคนิคคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น
 
.
 
พอปี 2010 โลกเนิร์ดๆ ของนักคอมพิวเตอร์ก็เริ่มสนใจ Bitcoin กันแล้ว พวกสื่อเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ก็เริ่มเขียนรายงานเรื่อง Bitcoin กัน พูดง่ายๆ คือ Bitcoin เริ่มติดตลาดแล้ว และหลังจากปี 2010 Satoshi Nakamoto ก็ได้อันตระธานหายไปจากสายตาชาวโลก ทิ้งไว้แต่ชื่อให้คนฉงนว่าบุคคลลึกลับผู้สร้าง Bitcoin ขึ้นมาผู้นี้คือใครกันแน่
 
.
 
ตามล่าหา Satoshi
ในตอนแรกสุดเลยเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ไม่มีราคาอะไรทั้งนั้น เพราะไม่มีใครรู้เลยว่า มันจะเอาไปซื้ออะไรได้ในโลกความจริง ตลาดซื้อขาย Bitcoin แห่งแรกที่เปิดในเดือนมีนาคมปี 2010 นั้นมีราคาเปิดในการซื้อขาย Bitcoin เพียง 0.003 เหรียญสหรัฐ (หรือราวๆ 10 สตางค์) หลังจากนั้นราคามันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ และพอหลังจากมีคนเอา Bitcoin ไปซื้อพิซซ่าในเดือนนพฤษภาคม (ซึ่งเป็นการเอา Bitcoin มาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคครั้งแรกเท่าที่มีบันทึกไว้) ราคามันก็กระโดดมาเป็น 10 เท่าในชั่วข้ามคืนพอดี คือจาก 0.008 เหรียญสหรัฐ กลายมาเป็น 0.08 เหรียญสหรัฐ (หรือราวๆ 25 สตางค์มาเป็น 2.5 บาท) และต่อมาในปี 2011 ราคามันก็ขึ้นไปถึง 1 เหรียญสหรัฐ และขึ้นไปถึง 31 เหรียญสหรัฐ จากนั้นตกลงมาที่ 2 เหรียญสหรัฐในที่สุด จนเรียกได้ว่า “ฟองสบู่แตก” ครั้งแรก
 
.
 
...และในปี 2011 เว็บไซต์อย่าง Silk Road ก็เปิดตัวขึ้น ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือทางเว็บมีเป้าหมายหลักเป็น eBay ของสินค้าผิดกฎหมายสารพัด และเพื่อให้การซื้อขายสินค้าบนเว็บปลอดภัยจากเงื้อมมือของผู้บังคับใช้กฎหมายใดๆ ในโลก เว็บนี้จึงใช้ Bitcoin เท่านั้นในการทำธุรกรรมทั้งหมด เพราะตอนนั้นมันเป็นสกุลเงินเดียวในโลก ที่จะสามารถใช้ชำระเงินออนไลน์ได้อย่างไร้ร่องรอย ซึ่งนี่ก็ทำให้ Bitcoin ฉาวโฉ่เป็นครั้งแรกในฐานะของเงินที่เอาไว้ซื้อของผิดกฎหมาย แต่นั่นก็ทำให้ Bitcoin มีมูลค่าในการซื้อสินค้าจริงๆ อย่างเป็นล่ำเป็นสันครั้งแรกไปพร้อมๆ กัน
       
.
 
...ซึ่งในปีนั้นเอง Satoshi Nakamoto ที่หายไปจากการพูดคุยในเว็บบอร์ดสักพักแล้ว ก็ได้อีเมลมาหานักพัฒนาโปรแกรม Bitcoin รายหนึ่งเพื่อเป็นการสั่งลา โดยบอกว่าตอนนี้เขาไปทำอย่างอื่นแล้ว เขาไม่เป็นห่วง Bitcoin แล้ว เพราะมันอยู่ในมือของบรรดาผู้คนที่เขาไว้วางใจว่า จะฝากอนาคตไว้ด้วยได้ (อ่านอีเมลได้ที่นี่)
 
.
 
...และแล้วพอกาลเวลาผ่านไป Bitcoin ก็มีมูลค่าขึ้นไปเรื่อยๆ จนในปี 2014 มูลค่ามันราวๆ 500 เหรียญสหรัฐแล้ว และในตอนนั้นศักยภาพสารพัดของ Bitcoin ก็เผยมาให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการใช้ฟอกเงินได้อย่างแยบยล ไปจนถึงการฉ้อโกงต่างๆ ที่กระทำในนาม Bitcoin
 
.
 
…แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในข้อเสนอของ Satoshi Sakamoto แต่ศักยภาพของมันที่มีลักษณะ “นอกอำนาจรัฐ” ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วต่อสายตาชาวโลก ผู้คนก็เลยเริ่มสงสัยกันจริงจังว่า ผู้สร้างไอ้สกุลเงินดิจิทัลที่สร้างความปั่นป่วนในโลกนี้คือใครกันแน่
 
.
 
แน่นอนว่านักข่าวก็สนใจกันสุดๆ ใครเป็นคน “แฉ” ได้คนแรกว่า Satoshi Sakamoto คือใครก็ย่อมได้หน้า จนนำไปสู่การแฉผิดๆ นับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่นักข่าวจาก Newsweek ไปอ้างว่าชายเชื้อสายญี่ปุ่นอายุ 70 ที่อาศัยอยู่ใน Los Angeles นั้นคือ Satoshi Sakamoto เพราะเขาดันมีชื่อคล้ายๆ ว่า Dorian S. Nakamoto และมีพื้นฐานเป็นวิศวกรแถมมีชีวิตส่วนตัวที่ลึกลับ แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรมากกว่านั้นในการยืนยัน
 
.
 
หลังจากนั้นก็มีทั้งคนอ้างตัวเองว่าเป็น Satoshi Sakamoto และคนที่ถูก “แฉ” ว่าเป็น Satoshi Sakamoto เต็มไปหมด ตั้งแต่นักธุรกิจชาวออสเตรเลีย นักวิจัยคอมพิวเตอร์ชาวอเมริกา นักคณิตศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ไปจนถึงคนอย่าง Elon Musk ก็ล้วนเคยถูกกล่าวว่าคือตัวจริงของ Satoshi Sakamoto
 
.
 
…แน่นอนว่าทุกคนออกมาปฏิเสธ และคนที่แอบอ้างก็ไม่สามารถจะยืนยันตัวเองได้ว่า เขาคือ Satoshi Sakamoto ตัวจริง
 
.
 
ในแวดวง Bitcoin ว่ากันว่า Satoshi Sakamoto นั้นมี Bitcoin อยู่ในมืออย่างต่ำๆ ก็ 1 ล้าน Bitcoin ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ด้วยมูลค่าของ Bitcoin ทุกวันนี้ เขาก็ไปอยู่อันดับกลางๆ ของมหาเศรษฐี 100 อันดับของโลกได้สบายๆ เลย
 
.
 
...แต่ถ้า Bitcoin ยังขึ้นไปเรื่อยๆ อีกเป็น 10 เท่า ดังที่นักวิเคราะห์บางคนคาดไว้ว่าจะเกิดขึ้นในไม่เกิน 10 ปีนี้ Satoshi Nakamoto ก็อาจกลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะนั่นหมายถึงว่าเขาจะมีทรัพย์สินมากกว่าที่ Bill Gates และ Warren Buffet มีรวมกันตอนนี้เสียอีก
 
.
 
Bitcoin จะมีโอกาสสร้างมูลค่าขึ้นไปถึงตรงนั้นมั้ย? หรือตอนนั้น Satoshi Sakamoto จะเปิดเผยตัวออกมาหรือไม่? ไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่เขาทำตอนนี้ก็ได้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ Bitcoin ในตอนแรกสุด ที่เน้นความ “นิรนาม” ของตัวผู้คนในระบบได้อย่างสมบูรณ์ เพราะทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร? หรือจริงๆ เขาเป็นคนเพียงคนเดียว หรือกลุ่มคนที่ทำงานในนาม Satoshi Sakamoto กันแน่
 
.
 
...และข้อความสุดท้ายที่เขาส่งมาให้ชาวโลกผ่านเว็บบอร์ดก็คือข้อความเมื่อปี 2014 เมื่อชายญี่ปุ่นเคราะห์ร้ายโดนนักข่าวตามจี้เพราะคิดว่าเป็น Satoshi Sakamoto โดยเขาโพสต์เพียงสั้นๆ ว่า “ผมไม่ใช่ Dorian Nakamoto”
       
.
 
...ที่เหลือหลังจากนั้นคือความเงียบงันที่รอวันเปิดเผยตัว

.

เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์ ภาพประกอบ: จิดา ลี้ไพบูลย์



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X