2,313 VIEWS

Richard Liu จากลูกชาวนาสู่มหาเศรษฐี e-commerce

November 14, 2017

คุณรู้หรือไม่ครับว่าในบรรดาบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตในโลกนี้ทุกวันนี้ จริงๆ แล้ว บริษัทที่ทำรายได้ต่อปีสูงสุดสามอันดับแรกของโลกนั้นไม่ใช่ Amazon Google หรือ Facebook สองอันดับแรกน่ะใช่อยู่ แต่อันดับ 3 นี่ไม่ใช่ Facebook ครับ แต่เป็นบริษัทมหาอำนาจ e-commerce จากกรุงปักกิ่งนามว่า JD.com (ดูอันดับได้ ที่นี่
 
.
 
ซึ่งนั่นหมายความว่า JD.com นี่มีรายได้สูงกว่าบริษัทไอทียักษ์ใหญ่เพื่อนร่วมชาติอย่าง Alibaba และ Tencent เสียอีก
 
.
 
แต่เชื่อไหมครับว่าผู้ก่อตั้งแต่ CEO ของ JD.com นี่เป็นลูกชาวนาเลย เขาล้มลุกคลุกคลาน และสุดท้ายก็ทำมาค้าขายจนยิ่งใหญ่ได้ เขาผู้นี้มีนามว่า Richard Liu ซึ่งมีอายุอานามน้อยกว่ามหาเศรษฐี e-commerce จีนอีกคนที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง Jack Ma ถึง 10 ปีเลยทีเดียว นักธุรกิจหนุ่มผู้หาญกล้ามาท้าบัลลังก์ Alibaba ผู้นี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เรามาฟังเรื่องราวของเขากันครับ
 
.

Richard Liu

 
.
 
ช่วงตั้งตัว
Richard Liu หรือ Liu Qiangdong เกิดเมื่อปี 1974 ที่มณฑลเจียงซูของจีน ครอบครัวของเขานั้นดั้งเดิมเป็นตระกูลพ่อค้าที่มีธุรกิจเรือส่งสินค้าทางแม่น้ำแยงซี แต่หลังจากการปฏิวัติคอมมิวนิสต์จีนในปี 1949 และการปฏิวัติวัฒนธรรม ครอบครัวของเขาก็ต้องมากลายมาเป็นชาวนา ปลูกข้าวโพดบ้าง มันเทศบ้าง ตอนเด็กๆ ครอบครัวเขายากจนมาก วันๆ ก็มีแต่อาหารที่ทำจากข้าวโพดและมันเทศกิน ปีนึงจะได้กินเนื้อก็สักปีละ 2 ครั้ง ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่สภาวะที่ประหลาดอะไรเลย เพราะก่อนจีนจะ “เปิดประเทศ” จีนเป็นประเทศที่ยากจนมากจริงๆ
 
.
 
พอดี Liu เป็นคนหัวดี เขาเรียนเก่ง เลยมาสอบที่มหาวิทยาลัย People's University of China ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นมหาลัยที่มีชื่อมากๆ ของจีนซึ่งเด่นในทางมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นเขาก็ยากจนระดับที่คนในหมู่บ้านช่วยกันรวมเงินเพื่อส่งเขามาสอบที่มหาวิทยาลัย พร้อมให้ไข่ไก่จำนวนมากมาเป็นเสบียง และตอนที่เขามาสอบเขาก็เล่าว่าอาหารอย่างเดียวที่เขากินก็คือไข่ไก่ที่ได้มาจากหมู่บ้านนั่นแหละ เพราะเขาไม่มีเงินจริงๆ
 
.
 
เขาสอบได้เข้าไปเรียนในสาขาสังคมวิทยาในวัย 18 ปีในปี 1992 ซึ่งสำหรับเขาวิชาที่เรียนมันง่ายไป เขาก็เลยมีงานอดิเรกในการเรียนรู้การหัดเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งตอนนั้นเป็นเรื่องใหม่มากๆ ของสังคมจีน
 
.
 
...ซึ่งก็โชคดีเหลือเกิน ช่วงนั้นธุรกิจจีนกำลังเริ่มเติบโตจากการที่อดีตผู้นำอย่างเติ้งเสี่ยวผิงได้ทำการ “เปิดประเทศ” พอดี และธุรกิจจำนวนมากในจีนก็ต้องการแรงงาน คนเขียนโปรแกรมจึงขาดแคลนเป็นอย่างมาก
 
.
 
Liu ที่กำลังเรียนอยู่รับงานฟรีแลนซ์เขียนโปรแกรมให้บริษัทต่างๆ และได้เงินมามหาศาลขนาดสร้างบ้านใหม่ให้พ่อแม่อยู่ได้ที่บ้านเกิด เศรษฐกิจดูสดใด และเขาก็เริ่มมีความใฝ่ฝันทางธุรกิจ พอเรียนจบเขาเลยเอาเงินที่เก็บมาได้รวมกับเงินที่เขากู้มาเพิ่มเพื่อเปิดร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยของเขา
 
.
 
...แต่ผลคือ แม้ว่าเขาจะเป็นคนหาเงินจากการเขียนโปรแกรมได้เก่งจริงๆ แต่เขาไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจ ธุรกิจเขาเจ๊งใน 8 เดือนหลังจากถูกบรรดาลูกน้องรวมหัวกันโกง
 
.
 
หลังจากเป็นหนี้ก้อนโตจากธุรกิจที่เจ๊งไป เขาก็เลยเริ่มต้นใหม่เป็นพนักงานบริษัทญี่ปุ่น Japan Life ที่ขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพื่อเรียนรู้การทำงานบริษัทและบริหารธุรกิจ ซึ่งเขาก็ทำไปได้ 2 ปีก็ใช้หนี้หมด และมีเงินเก็บก้อนหนึ่งเพื่อเริ่มธุรกิจ
 
.
 
เขาเลือกที่จะเปิดร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เล็กๆ ในปี 1998 เมื่อเขาอายุราวๆ 24 ปี โดยเขามีนโยบายสวนกระแสร้านขายคอมพิวเตอร์จีนในยุคนั้นที่จะเน้นเอาของปลอมและของด้อยคุณภาพมาขาย เพราะเขาจะขายแต่ของที่มีคุณภาพเท่านั้น และนี่ก็เป็นหลักธุรกิจที่เขายึดมาจนทุกวันนี้
 
.
 
เขาทำกิจการขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาเรื่อยๆ ค่อยๆ ได้กำไรและขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนมี 12 สาขาทั่วกรุงปักกิ่งในปี 2003 ซึ่งในปีนั้นเอง มันก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้เขาเกิดไอเดียพลิกธุรกิจและชีวิตเขาโดยสิ้นเชิง
 
.
 
สู่ e-commerce
ในปี 2003 เกิดโรค SARS ระบาดซึ่งก็คร่าชีวิตคนจีนไปกว่า 300 คน ในช่วงที่เกิดโรคระบาด ปักกิ่งกลายเป็นเมืองร้างกันไปพักใหญ่ คนไม่อยากออกจากบ้านกันเพราะกลัวโรคระบาด และแน่นอนว่าร้านค้าต่างๆ ได้รับผลกระทบสุดๆ เพราะขายของไม่ได้
 
.
 
...และในตอนนั้น Richard Liu ในวัย 29 ปีก็สั่งปิดร้านทั้งหมดเพราะเปิดไปก็ไม่มีลูกค้า แล้วก็ให้เหล่าพนักงานไปโพสต์สินค้าตามเว็บบอร์ดซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนแทน ผลปรากฏว่าสินค้าเขาขายได้ เขาเลยได้ไอเดียว่าถ้าคนไม่อยากออกจากบ้านกัน e-commerce น่าจะเป็นคำตอบที่ดี เขาไม่เคยคิดถึงการทำธุรกิจแบบนี้มาก่อน แต่เขาคิดว่ามันน่าจะเวิร์กแน่และมีอนาคตแน่ๆ
 
.
 
หลังจากวิกฤติโรค SARS ผ่านไป ร้านของเขาก็เปิดดังเดิม แต่เขาเห็นพลังของการขายของบนอินเทอร์เน็ตแล้ว เขาก็เลยให้มีพนักงานคนนึงรับหน้าที่ขายเฉพาะตามเว็บบอร์ด และพอสิ้นปี เขามาดูตัวเลขยอดขายออฟไลน์กับออนไลน์ คำตอบของเขาก็ชัดเจนมากว่า อนาคตน่าจะเป็นเรื่องของ e-commerce จริงๆ
 
.
 
เมื่อได้ไอเดียดังนี้ เขาซึ่งมีพื้นฐานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่แล้วก็เลยเขียนโค้ดของเว็บไซต์ JD.com ขึ้นเองกับมือ และใช้คอมพิวเตอร์ออฟฟิศนั่นแหละเป็นเซิร์ฟเวอร์เครื่องแรก (โดยใช้ชื่อเว็บไซต์คือ jdlaser.com)
 
.
 
และเขาก็เป็นคนบ้างานสุดๆ ใน 4 ปีแรก เขานอนที่ออฟฟิศตลอด และเป็นคนรับโทรศัพท์จากลูกค้าเองกับมือไม่ว่าจะโทรมาดึกดื่นแค่ไหน เพราะเขาคิดว่าการทำแบบนี้จะทำให้เขาเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไรได้อย่างตรงไปตรงมามากกว่า ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ในออฟฟิศของเขานั้นก็น่าจะยาวนานเป็น 10 ปีเลย พูดง่ายๆ คือ ช่วงอายุระหว่าง 30 - 40 ปีของเขา เขานอนออฟฟิศตลอด และออฟฟิศก็พัฒนาจากออฟฟิศเก่าๆ มาจนหรูหราอย่างทุกวันนี้
 
.
 
ทะยานสู่ความยิ่งใหญ่
ธุรกิจของ JD.com ค่อยๆ ขยายตัวมาเรื่อยๆ จากการขยายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาเป็นขายของแบบสากกะเบือยันเรือรบแบบ Amazon ของอเมริกา (ที่เริ่มจากการขายหนังสือ) และในวัย 35 ปีในปี 2009 เขาก็ตัดสินใจซื้อที่ดินทำสำนักงานใหม่ โดยในปีนั้นเขามีพนักงานเพียง 300 คนเท่านั้น
 
.
 
...แต่ทุกวันนี้ JD.com มีพนักงานทั้งหมด 120,000 คน ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งเป็นพนักงานที่ทำเกี่ยวกับด้านการส่งสินค้า
 
.
ความโดดเด่นของ JD.com คือมันเป็นบริษัทที่มีโกดังสินค้าของตัวเองและส่งของเอง ซึ่งนี่ทำให้บริษัทสามารถส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วสุดๆ แบบสั่งวันนี้ส่งถึงพรุ่งนี้ได้สบายๆ ซึ่งนี่เป็นข้อได้เปรียบของ JD.com ในตลาดสินค้าผู้บริโภคมากกว่ากลุ่มบริษัทของทาง Alibaba (ซึ่งคือ Taobao กับ Tmall) ที่เล่นบทบาทเป็นแพลตฟอร์มกลางให้คนมาเปิดร้านค้ากันเป็นหลัก ไม่ได้ส่งของเอง (และโดนลูกค้าบ่นเรื่องส่งของตลอด)
 
.
 
ฟังๆ ดู JD.com ก็เป็น e-commerce ธรรมดา แต่ทำไมถึงยิ่งใหญ่และรายได้เยอะนัก ประเด็นคือตลาด e-commerce ค้าปลีกในจีนนี่ใหญ่กว่าอเมริกาประมาณสองเท่าครับ และ JD.com ก็มีส่วนแบ่งตลาดอยู่เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกราวๆ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ จะเป็นของทางกลุ่ม Alibaba และทาง JD.com ก็ได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน Liu พูดอย่างภูมิใจว่า เขาจะได้ส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 5 ปีหลังจากนี้
 
.
 
อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยกันนะครับว่าทำไม JD.com ถึงมี “รายได้” มากกว่าทาง Alibaba ทั้งๆ ที่ตอนนี้ Alibaba มียังส่วนแบ่งมากกว่าในตลาดค้าปลีกและแทบจะครองตลาดค้าส่งของจีนไปแล้ว? ประเด็นคือ JD.com มีโมเดลธุรกิจแบบที่ตัวเองขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรงครับ คือคุมทั้งซัพพลายเชน รับออร์เดอร์และส่งของเอง ดังนั้นทุกๆ ออร์เดอร์สินค้าคือรายได้บริษัทหมด แต่ในทางกลับกัน Alibaba นั้นทำตัวเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ให้คนมาเปิดร้านมากกว่า และเป็นตัวกลางในการชำระเงิน ซึ่งรายได้หลักส่วนหนึ่งเลยจะมาจากค่าโฆษณา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้ว่าจะเป็น e-commerce เหมือนกัน แต่โมเดลธุรกิจมันคนละเรื่องเลย
 
.
 
ทั้งนี้สิ่งที่สร้างความแข็งแกร่งสุดๆ ให้ JD.com ก็คือในปี 2014 ทางมหาอำนาจอินเทอร์เน็ตอีกเจ้าอย่าง Tencent เข้ามาซื้อหุ้นไป 15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเชื่อมโยงบริการทั้งหมดของทั้งคู่เข้าด้วยกันซึ่งนี่หมายความว่าระบบของ WeChatPay ของ Tencent ที่เป็นระบบ e-payment ที่หาญกล้าขึ้นมาท้าทาย Alipay ของฝั่ง Alibaba ก็ได้มีพาร์ทเนอร์ทาง e-commerce เพื่อฟาดฟันกับ Alibaba เต็มตัวแล้ว และพาร์ตเนอร์ที่ว่าก็คือ JD.com นี่เอง
 
.
 
ซึ่งแน่นอนถ้าพอรู้ว่า Tencent ทำอะไรบ้างนี่เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะ Tencent คุมชีวิตทางสังคมบนอินเทอร์เน็ตคนจีนไว้เกือบหมดเพราะทุกคนใช้ WeChat หรือถ้าจะเทียบกับฝั่งอเมริกา นี่อาจเป็นอะไรคล้ายๆ การที่ Facebook กับ Amazon ตกลงเป็นพาร์ทเนอร์กันน่ะครับ ซึ่งก็คงพอจะจินตนาการออกว่ามันครึกโครมแน่ๆ
 
.
 
...และก็แน่นอนพอเป็นพาร์ทเนอร์กับ Tencent แล้ว Tencent ก็ช่วย JD.com แบบยับเลย โปรโมทบน WeChat กระจุย (ลองนึกภาพเราเล่น Facebook อยู่แล้วมีโฆษณาสินค้าของทาง Amazon ขึ้นมารัวๆ น่ะครับ) เรียกได้ว่าอนาคตสดใสสุดๆ
 
.
 
ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่ในปี 2014 นี่เองที่ JD.com ได้เปิดตัวขายหุ้นแก่สาธารณะผ่านตลาดหุ้น NASDAQ ที่อเมริกาอย่างสวยงาม และธุรกิจก็โตมาเรื่อยๆ ถึงทุกวันนี้ ซึ่งการขายหุ้นสาธารณะในครั้งนี้ก็ทำให้ Richard Liu ขึ้นแท่นหนึ่งใน 20 มหาเศรษฐีของจีนไปเป็นที่เรียบร้อยเนื่องจากหุ้นที่เขาถืออยู่ในบริษัท
 
.
 
เรื่องราวทั้งหมดก็คงจะเป็นเรื่องชวนประทับใจของ Richard Liu ผู้มาจากครอบครัวยากจน ผู้ล้มเหลวแต่ก็ลุกขึ้นสู้ใหม่ จนประสบความสำเร็จในที่สุด
 
.
 
...แต่สิ่งที่ทำให้หนุ่มคนจีนอิจฉาเขาสุดๆ อาจจะไม่ใช่การที่เขาเป็นมหาเศรษฐีเท่ากับที่เขาเพิ่งแต่งงานกับเน็ตไอดอลวัยใสขวัญใจมหาชนชาวจีนไปหมาดๆ ในปี 2015
 
Richard Liu กับ Zhang Zetian ภรรยาของเขา
 
.
 
เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์ ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์
 



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X