4,922 VIEWS

Reed Hasting ผู้นำ Netflix จาก Analog สู่ Digital

May 30, 2017

ใครเป็นแฟนซีรีส์ฝรั่งก็คงเคยได้ยินชื่อ Netflix มาบ้างเป็นแน่ๆ
แต่ใครจะรู้ว่าบริษัทวีดีโอสตรีมมิ่งชื่อดังนี้ มีอายุมาเกือบ 20 ปีแล้ว และธุรกิจแรกที่บริษัททำคือการให้เช่า DVD ทางไปรษณีย์


...ตลอด 20 ปีมานี้ Netflix ก็อยู่ใต้การบริหารของผู้ก่อตั้ง และ CEO คนปัจจุบันนามว่า Reed Hasting มาตลอด




กว่าจะมาเป็น Netflix
Reed Hasting เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมือง Boston รัฐ Massachusetts เราไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวัยเด็กของเขามากนัก แต่เราพอรู้ว่า พอเขาเรียนปริญญาตรีที่ Bowdoin College จบ เขาไปก็ทำงานอาสาสมัครเป็นครูคณิตศาสตร์ที่ประเทศสวาซิแลนด์ ในทวีปแอฟริกาช่วงปี 1983-1985 ซึ่งเขาก็เล่าว่า...
 

“ถ้าคุณโบกรถไปทั่วแอฟริกาโดยมีเงินแค่ 10 เหรียญอยู่ในกระเป๋าได้ การเริ่มธุรกิจมันก็ไม่ได้น่ากลัวหรอก”



หลังจากนั้น Hasting ก็กลับมาที่อเมริกาและเรียนปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย Stanford และเรียนจบมาในวัยราว 28 ปีเมื่อปี 1988


เขาเริ่มงานจากการเป็นโปรแกรมเมอร์ให้บริษัท Adaptive Technology และไม่นานเขาก็ออกมาตั้งบริษัทเองนามว่า Pure Software ในปี 1991 โดยเน้นขายผลิตภัณฑ์เพื่อแก้ไขความผลิตพลาดของโปรแกรมโดยมุ่งไปที่ผู้ใช้ซึ่งเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ซึ่งก็เป็นการต่อยอดจากงานเก่าของเขาที่ Adaptive Technology


Pure Software โตเร็วมากๆ และกลายเป็นบริษัทที่เข้าไปอยู่ในตลาดหุ้นในที่สุดในปี 1995 อย่างไรก็ดีการที่บริษัทขยายตัวเร็วมากๆ จากที่มีพนักงาน 10 คนก็ขยายไปเป็นกว่า 600 คน นี้ก็สร้างปัญหาให้ Reed Hasting มาก เพราะตัวเขาเป็นวิศวกร ไม่ใช่นักบริหารอาชีพ เขาถึงกับเล่าว่า
 

“ผมสูญเสียความมั่นใจ และพยายามจะไล่ตัวเองออกจากตำแหน่ง CEO ถึงสองรอบ”


แต่ทางคณะกรรมการบริษัทก็ไม่อนุมัติการลาออกของเขา และเขาก็ค่อยๆ เรียนรู้การเป็นผู้บริหารมากขึ้นไปตามกาลเวลา


ไม่นานนัก Pure Software ก็ควบรวมบริษัทกับ Atria Software ออกมาเป็นบริษัท Pure Atria และก็ไม่นานอีกที่บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมนี้ก็ถูกซื้อไปโดย Rational Software และทาง Reed Hasting ก็ได้ตำแหน่งใหม่เป็น Chief Technical Officer แต่เขาก็ทำอยู่ไม่นานก็ลาออกมาเพราะไม่ชอบงาน


เขามีประสบการณ์ผู้บริหารพร้อมมือแล้ว ดีลขายบริษัทล่าสุดก็ทำให้เขามีงบประมาณตั้งบริษัทใหม่ได้สบายๆ แต่เขาจะตั้งอะไรล่ะ?


กำเนิด Netflix
เขาใช้เวลาราว 2 ปี ก่อนจะตั้ง Netflix ร่วมกับ Marc Randolph ที่เป็นยอดฝีมือด้านการตลาดที่เขาเจอโดยบังเอิญสมัยเขาเป็นผู้บริหารที่ Pure Atria (Hasting ตั้ง Randolph เป็นรองประธานด้านการตลาดให้ Pure Atria) ทั้งคู่ได้ไอเดียว่ามันควรจะมีบริการส่งภาพยนตร์ออนไลน์ให้เช่าดูทางไปรษณีย์เกิดขึ้นในอเมริกาบ้าง หลังจากเห็น Amazon ประสบความสำเร็จด้านการขายหนังสือออนไลน์ส่งทางไปรษณีย์มาแล้ว


ปัญหาคือในยุค 1990’s คนยังดูภาพยนตร์กันด้วยม้วนวีดีโออยู่เลย และทั้งคู่เห็นว่ามันเทอะทะเกินกว่าจะส่งทางไปรษณีย์ได้อย่างเหมาะสม


แต่โชคที่ที่มันเกิดเทคโนโลยีด้านสื่อใหม่มาพอดีในตอนนั้น มันคือ DVD ทั้งคู่ไม่ลังเลที่จะทดลองนำแผ่น DVD ทดลองใส่ซองจดหมายแล้วส่งมาที่บ้าน Hasting และเมื่อ DVD มาถึงบ้าน Hasting โดยยังดูได้ไม่บุบสลายใดๆ Netflix ก็พร้อมจะเกิดขึ้นแล้ว




Netflix ตั้งขึ้นมาในปี 1997 ที่รัฐแคลิฟอร์เนียโดยมี Marc Randolph เป็น CEO คนแรกก่อนที่ Reed Hasting จะมารับช่วงต่อควบกับตำแหน่งประธานภายหลัง ตอนแรกสุดมันมีพนักงานเพียง 30 คน และมีแผ่น DVD เพียง 926 แผ่นเท่านั้น และตอนแรกสุด Business Model ของ Netflix ก็ไม่ได้ต่างจากร้านเช่าวีดีโอคือลูกค้าก็จะต้องจ่ายค่าเช่าเป็นเรื่องๆ ไปโดยมีกำหนดวันที่ต้องคืนชัดเจน จะต่างกันก็แค่ลูกค้าสามารถสั่งวีดีโอได้ทางเว็บไซต์เท่านั้นเอง




Hasting จะชอบเล่าว่าสมัยก่อนเขาเคยเช่า Apollo 13 มาแล้วลืมคืนร้านจนเกินกำหนดไปนาน แล้วเขาก็อึดอัดไม่กล้าบอกเมียว่าโดนค่าปรับไปเท่าไร เพราะกลัวโดนเมียด่า เขาเลยคิดว่ามันน่าจะมีบริการเช่าวีดีโอแบบเก็บค่าสมาชิกแบบเหมาจ่ายรายเดือนไปเลยดูได้ไม่อั้นและไม่ต้องมีวันคืนวีดีโอไปจนถึงมีค่าปรับการคืนช้าบ้าง


ไม่มีใครรู้ว่าสรุป Hasting โดนเมียด่าหรือไม่ หรือกระทั่งเรื่องที่เขาเล่ามีเค้าความจริงแค่ไหน แต่นั่นคือก้าวต่อไปในการปรับ Business Model ที่ทำให้ Netflix ยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้


ในปี 1999 Netflix เพิ่ม Business Model จากแบบเดิมมาเป็นแบบเก็บค่าสมาชิกแบบเหมาจ่ายรายเดือนโดยไม่มีค่าเช่ารายเรื่อง ค่าส่ง ค่าปรับคืนช้า อะไรทั้งนั้น จ่ายค่าสมาชิกรายเดือนก้อนเดียว ดูไปเลยไม่อั้น จะคือเมื่อไรก็ได้ Business Model ใหม่ได้รับการตอบรับที่ดีแบบถล่มทลายทางทางผู้บริโภค จนทางบริษัทยกเลิกการเก็บค่าเช่ารายเรื่องแบบเดิมไปเลยไปในปี 2000 และหลังจากนั้นจนถึงวันนี้บริการของ Netflix ก็มีแต่การเหมาจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อจะดูวีดีโอได้ไม่อั้นเท่านั้น


ความได้รับความนิยมถล่มทลายนี้ทำให้ยักษ์ใหญ่ร้านเช่าวีดีโอของอเมริกายุคนั้นอย่าง Blockbuster มาเลียบๆ เคียงๆ ขอซื้อกิจการด้วยเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2000 แต่แน่นอนว่าทาง Netflix ก็ปฏิเสธไป และหลังจากนั้น Netflix ก็เข้าตลาดหุ้นและได้ขายหุ้นสามัญตอนเปิดตัวบริษัทไปมูลค่า 82.5 ล้านเหรียญในปี 2002 


สู่ยุคดิจิทัล
Netflix โตมาเรื่อยๆ ใน Business Model เดิมและประกาศในปี 2007 ว่าทางบริษัทได้ให้ส่ง DVD ไปให้ลูกค้าไปถึงรอบที่พันล้านเข้าไปแล้ว ในปีนั้นเอง Netflix ก็ไม่ยอมตกกระแสการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตด้วยการขยายบริการไปให้บริการ Video on Demand ผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย ซึ่งปัจจุบันเราก็มักจะเรียกบริการนี้ว่า Streaming นี่ทำให้ Netflix โตต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งท่ามกลางการตกลงของยอดขาย DVD ที่พุ่งลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2006-2011


ทุกวันนี้ Netflix ยืนอย่างองอาจในอุตสาหกรรม Streaming ของโลกโดยไม่ได้ให้บริการแค่ Stream ภาพยนตร์และซีรีส์ให้สมาชิกเท่านั้น แต่ทางบริษัทก็ได้ลงทุนผลิตซีรีส์และภาพยนตร์ที่จะมีให้ชมเฉพาะบน Netflix ด้วย และเรื่องล่าสุดที่สร้างชื่อเสียงและข้อถกเถียงก็คือ Okja ของบองจุนโฮผู้กำกับเกาหลีที่จะ “ฉายทั่วโลกพร้อมกันบน Netflix” เพราะนี่เป็นภาพยนตร์ที่ภายบน Netflix เท่านั้น ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์แต่มันดันได้ไปฉายในเทศการหนังอันทรงเกียรติ์ของโลกอย่างเทศกาลหนังเมืองคานส์
อาจพูดไม่ได้ว่า Reed Hasting คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Netflix ไปทั้งหมด แต่การเปลี่ยน Business Model มาเป็นการเก็บค่าสมาชิกและให้สมาชิกดูไม่อั้นได้โดยไม่ต้องกลัวเสียค่าปรับก็น่าจะเป็นจุดพลิกผันทำให้ Netflix ยืนยงยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ 


และถ้าที่ Hasting เล่ามาเป็นเรื่องจริง เมียเขาอาจเป็นตัวการทั้งหมดให้เกิด Business Model นี้ก็ได้ หลังจากเธอด่า Hasting เรื่องค่าปรับวีดีโออันบานเบอะของเขา



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X