1,852 VIEWS

Peter Thiel จากเด็กเนิร์ดสู่ราชาแห่งSilicon Valley

May 26, 2017

...ในการประสบความสำเร็จในธุรกิจ IT คุณไม่จำเป็นต้องเป็นแฮกเกอร์เก่า คุณไม่จำเป็นต้องเรียนจบคอมพิวเตอร์ คุณไม่ต้องเขียนโปรแกรมเป็นด้วยซ้ำ แต่คุณต้องมีวิสัยทัศน์ที่มองขาดว่าโลกกำลังจะต้องการอะไร แล้วเลือกริเริ่มหรือร่วมขบวนให้ถูก อย่างน้อยๆ เรื่องราวของ Peter Thiel ก็บอกเราแบบนั้น


Peter Thiel ไม่ใช่ชื่อที่คนทั่วไปจะรู้จัก แต่เขาเป็นตำนานยิ่งกว่าตำนานของ Silicon Valley เพราะสรรพคุณเบื้องต้นของเขาก็คือ 
เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง PayPal และพลิกโฉมการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต เขาเป็นนักลงทุนอาชีพคนแรกที่ลงทุนใน Facebook 
และทุกวันนี้เขาก็เป็นประธานของ Startup อันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Palantir ที่มีมูลค่าเป็นรองแค่เพียง Uber และ AirBnb เท่านั้น

...นี่ยังไม่นับรวมว่าเขาเป็นหุ้นส่วนในโครงการอีกจำนวนมากที่คนในแวดวง IT ได้ยินชื่อก็คงจะตาลุก แล้วเขาเป็นใครมาจากไหน?


ในวัยเด็ก 
Peter Thiel ไม่ใช่ลูกเศรษฐีที่ไหน เขาเกิดที่เยอรมันในปี 1967 พ่อของเขาเป็นวิศวกรเคมีที่ทำงานกับเหมืองและต้องย้ายที่ทำงานไปเรื่อยๆ นี่ทำให้วัยเด็กของ Thiel เต็มไปด้วยการย้ายโรงเรียนบ่อยมาก เหมือนที่ตามพ่อของเขาไปทำงานในแอฟริกา สุดท้ายครอบครัว Thiel มาลงหลักปักฐานที่รัฐแคลิฟอร์เนียในอเมริกาตอนเขาอายุ  10 ขวบ และเขาก็เรียนที่อเมริกามาหลังจากนั้น 

                                                                                                            Peter Thiel สมัยเป็นเด็กนักเรียนที่แอฟริกาใต้

งานอดิเรกในวัยเด็กของ Thiel คือการเล่นหมากรุกและบอร์ดเกม Dungeons & Dragons หนังสือที่เขาชอบอ่านคืองานนิยายวิทยาศาสตร์ของ Isaac Asimov และ Robert J. Heinlein ทั้งนี้เขาก็แป็นแฟนตัวยงของ JRR Tolkien ด้วย โดยเขาถึงกับเล่าว่าสมัยเด็กๆ เขาอ่าน The Lord of the Rings จบไปเป็น 10 รอบ และอิทธิพลของ Tolkien ก็ยังคงอยู่กับเขาตอนนี้เพราะ Startup อันดับ 3 ของอเมริกาอย่าง Palantir ที่เขานั้นเป็นประธานอยู่ก็ได้ชื่อมาจากลูกแก้วส่องอนาคตของพ่อมดซารูมานใน The Lord of the Rings นี่เอง


หลังจากจบมัธยมปลาย เขาได้เข้าเรียนต่อในสาขาปรัชญาที่มหาวิทยาลัย Stanford และได้พบกับงานของนักปรัชญาฝรั่งเศส René Girard และชื่นชอบงานของเขามาก ซึ่งเขาถึงกับบอกว่านี่คือหลักปรัชญาที่เขาใช้ในการมองโลกธุรกิจของเขาในภายหลังเลย 


หลังจากจบปริญญาตรี Thiel ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านนิติศาสตร์ ก่อนจะจบมาทำงานในปี 1992 (ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่าในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเรียนปริญญาด้านกฎหมายใดๆ ผู้เรียนต้องจบปริญญาตรีมาก่อน พูดอีกแบบคือในสหรัฐอเมริกาไม่มีการเรียนนิติศาสตร์ระดับปริญญาตรี)


หลังจากเริ่มงาน Thiel เป็นคนที่เปลี่ยนงานบ่อยมาก ถ้าเขาเห็นว่างานไม่ตอบโจทย์ในชีวิตเขาเขาจะออกเลย เขาเริ่มงานจากการเป็นเสมียนให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่จอร์เจีย ก่อนจะย้ายไปทำงานเป็นนักกฎหมายการเงินให้บริษัทกฎหมายในนิวยอร์ก ก่อนจะย้ายไปทำงานซื้อขายอนุพันธ์ทางการเงินให้บริษัทที่ทำงานด้านการลงทุน


...สุดท้ายเขารู้สึกว่างานเหล่านี้ล้วนไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตเขา และเขาก็กลับมาตายรังที่แคลิฟอร์ในปี 1996 ด้วยวัยเกือบ 30 ปี


จุดเริ่มตำนาน
Thiel เป็นคนมีวิสัยทัศน์ ในปี 1996 เขาเริ่มเห็นว่าคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตกำลังจะโตและเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เขาคิดว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่างกับกระแสนี้ เลยไประดมทุนจากครอบครัวและเพื่อนๆ มาได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ และตั้ง Thiel Capital Management บริษัทเพื่อทำการลงทุนของเขาเองขึ้น 


ช่วงปีสองปีแรกเขาก็ลุ่มๆ ดอนๆ เขาเสียเงินไปเป็นแสนกับโครงการที่ไม่สำเร็จ แล้วเขามาปิ๊งกับไอเดียที่จะทำบริษัทด้านเทคโนโลยีเข้ารหัสจากเพื่อนโปรแกรมเมอร์ของเขาอีกสองคน และทั้งสามก็ได้ตั้งบริษัทนามว่า Confinity ขึ้นมาร่วมกันในปี 1998


Confinity เปิดตัวบริการที่จะกลายเป็นตำนานต่อมาอย่าง PayPal ในปลายปี 1999 ซึ่งก็ตั้งมาเป็นบริการด้านการชำระเงินสารพัดสกุลในโลกผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเท่านั้นก็ยังไม่พอ ในปี 2000 Confinity ก็ได้ไปรวมบริษัทกับ X.com อันเป็นบริษัทหน้าใหม่ที่ทำธุรกิจ “ธนาคารออนไลน์” ที่มี Elon Musk (ที่ทุกวันนี้ก็เป็นตำนานไปแล้วเช่นกัน) เป็นผู้ก่อตั้ง สุดท้ายเนื่องจาก PayPal เป็นบริการที่เด่นที่สุดของทั้งสองบริษัทที่รวมกัน บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมเลยใช้ชื่อว่า PayPal ไปเลย
                                                                                    Peter Thiel กับ Elon Musk ในวัยหนุ่มสมัยที่ทั้งคู่ยังอยู่กับ PayPal

PayPal โตเร็วมากและก็ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์และเปิดขายหุ้นให้สาธารณะในที่สุดในปี 2002 ซึ่งก็ทำให้ทาง ebay.com ได้เข้าซื้อหุ้นและเทคโอเวอร์บริษัทตามมา ตอนนั้นราคาหุ้นก็พุ่งขึ้นไปมหาศาลจนทำให้หุ้นของ Thiel ที่อยู่ใน PayPal 3.7% มีมูลค่าพุ่งขึ้นไปถึง 55 ล้านเหรียญ

...ตอนนี้ Thiel มีเงินเป็นกอบเป็นกำแล้ว และนี่คือจุดเริ่มจริงๆ ของความยิ่งใหญ่ของเขา


สู่การเป็นนักลงทุน Startup ในตำนาน 
หลังจากนั้นในปี 2003 Thiel ก็ได้ตั้ง Palantir ขึ้นอันมีเป้าหมายเป็นบริษัทที่จะให้บริการทำเหมืองข้อมูล (ตั้งมานานเป็นสิบปีก่อนที่โลกจะฮิตคำว่า Big Data) แรงบันดาลใจของเขาก็มาจากตอนที่เขาทำ PayPal แล้วเขาต้องการสร้างระบบตรวจสอบและติดตามการฉ้อโกง และลูกค้าหลักๆ ของ Palantir ก็คือ CIA พูดอีกแบบคือนี่เป็น Startup ที่ถูกใช้เป็นเทคโนโลยีด้านข่าวกรองและการสอดส่อง


Palantir โตเงียบๆ อย่างยาวนานจนกลายมาเป็น Startup อันดับ 3 ของอเมริกาไปแล้วทุกวันนี้ และทางบริษัทก็ไม่ได้มีลูกค้าแค่ภาครัฐแล้ว เพราะบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ก็ส่งข้อมูลให้ Palantir วิเคราะห์ด้วย


แต่ความสำเร็จใหญ่หลวงจริงๆ ของ Thiel คือการไปเจอเว็บ Social Network หน้าใหม่นามว่า facebook ในปี 2004 ผ่านประธานของ facebook ในขณะนั้นอย่าง Sean Parker อดีตผู้ก่อตั้ง Napster (ซึ่งเปิดตัวมาในปี 1999 พร้อม PayPal แต่ชะตากรรมต่างกันแบบฟ้ากับเหว) Thiel เป็นนักลงทุนมืออาชีพรายแรกที่ลงเงินเป็นกอบเป็นกำ กับ facebook โดยเขาลงทุนไป 500,000 เหรียญ เพื่อแลกกับหุ้น 10.2% ในบริษัทและการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท


เวลาต่อมาในปี 2012 ที่ facebook เข้าตลาดหุ้นและมีมูลค่าของบริษัทเกือบ 100,000 ล้านเหรียญ ตอนนี้ Thiel ก็เลยเริ่มขายหุ้นทิ้งเกือบทั้งหมด และนำเงินไปหลักพันล้านเหรียญ ซึ่งสุดท้ายมันทำให้เขาติด 400 อันดับเศรษฐีพันล้านของ Forbes ในที่สุดในปี 2013 ด้วยทรัพย์สินทั้งหมด 1,800 ล้านเหรียญ ...และความร่ำรวยอย่างก้าวกระโดดตรงนี้ ทั้งหมดน่าจะเรียกได้เลยว่าเกิดจากการลงทุน 500,000 เหรียญกับ facebook ตอนกำลังตั้งไข่


                                                                                                     Peter Thiel บนปกนิตยสาร Fortune ในปี 2014

ซึ่งนี่ก็ยังไม่ได้นับว่า Peter Thiel และผองเพื่อนศิษย์เก่า PayPal ก็ได้เอาเงินที่ได้จากการขายหุ้น PayPal มาลงทุนใน Startup หลายสิบ Startup ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายๆ Startup ก็ประสบความสำเร็จ และมันทำให้คนกลุ่มนี้มีอิทธิพลมากๆ ในวงการ IT จนมีชื่อเล่นกันในวงการ IT ว่า “PayPal Mafia” 

...และ Thiel ถูกขนานนามเป็น “ดอน” หรือเจ้าพ่อใหญ่ของมาเฟียไอทีกลุ่มนี้

                                                                                  ภาพถ่ายรวม PayPal Mafir จากนิตยสาร Fortune ในปี 2007
                                                                                                 คนที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้แต่ไม่อยู่ในรูปมีคนเดียวคือ Elon Musk


ชีวีตส่วนตัวและการเมือง
ถ้าเราติดตาม Thiel ในฐานะของนักธุรกิจนักลงทุน เราจะแทบไม่รู้ถึงจุดยืนทางการเมืองของเขาเลย เพราะ Thiel ดูจะเป็นคนที่แยกชีวิตทางธุรกิจกับชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางการเมืองของเขาชัดเจน โดยส่วนตัว เขาประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์อย่างภาคภูมิใจมานานแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ตัวตนที่เขาจะแสดงออกในโลกธุรกิจ ซึ่งนี่ทำให้เขาต่างจากคนอย่าง Tim Cook ผู้เป็น CEO ของ Apple ที่นอกจากไม่ได้ปิดบังรสนิยมทางเพศของตนเองแล้วก็ยังมีแนวทางทางการเมืองในการสู้เพื่อสิทธิ LGBT อีก


ทางด้านการเมือง Thiel เป็นผู้นิยมลัทธิการเมืองที่เน้นรัฐมีบทบาทน้อยหรือ Libertarian มาต่อเนื่องยาวนาน เพียงแต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีทางการเมืองออกมาอย่างชัดเจนในโลกธุรกิจ โดยส่วนตัวเขาสนับสนุนผู้ลงสมัครประธานาธิบดีที่มีจุดยืนแบบ Libertarian มาตลอด (แม้ว่าสุดท้ายคนที่มาแนวนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของพรรคในการเข้าชิงประธานาธิบดีด้วยซ้ำ) 


นี่ทำให้โดยรวมๆ Thiel ก็มีจุดยืนทางการเมืองที่เอนเอียงไปในทางพรรค Republican ตลอดเช่นกันถ้าให้เลือกระหว่างสองพรรคใหญ่ในอเมริกา (ซึ่งขัดกับคน Silicon Valley ส่วนใหญ่ที่เอนไปทาง Democrat) ปกติเขาจะสนับสนุนผู้สมัครประธานาธิบดีที่มีจุดยืนแบบ Libertarian แต่ถ้าผู้สมัครที่เขาสนับสนุนไม่ได้ เขาก็จะไปสนับสนุนตัวแทนพรรค Republican ต่อ ดังนั้นคนที่ติดตามท่าทีทางการเมืองของเขามาโดยตลอดก็คงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรที่เขาไปเป็นที่ปรึกษาให้ Donald Trump เพราะท่าทีแบบนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่เขาทำเรื่อยๆ


แน่นอนว่าการสนับสนุนพรรค Republican ก็ไม่ได้หมายถึงว่า Thiel กลายเป็นพวกหัวโบราณต่อต้านวิทยาศาสตร์ไปแล้วเมื่อเขากลายเป็นเศรษฐี ตรงกันข้ามเลย เขาก็ยังเป็นคนที่ลงทุนและเดิมพันกับอนาคตที่ต่างออกไปเสมอ ทุกวันนี้เขาเป็นเศรษฐีพันล้านแล้ว สิ่งที่เขาทำก็คือการลงทุนกับเทคโนโลยีล้ำยุคด้านการต่อต้านการแก่ชรา ไปจนถึงให้เงินสนับสนุนโครงการไปสร้างอาณาจักรใหม่ที่ไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของรัฐใดภายใต้น่านน้ำสากล (seasteading)


ซึ่งถ้าถาม Thiel เขาก็จะบอกว่าโครงการเทคโนโลยีล้ำยุคนี่ไม่ได้มีอิทธิพลจากไหนเลย แต่มันมาจากนิยาย Atlas Shrugged  ของ Ayn Rand ที่เขาอ่านตั้งแต่ตอนเด็กๆ นั่นเอง
 
เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์
อ้างอิง: forbes.com , telegraph.co.uk , businessinsider.com



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X