737 VIEWS

JORGE PAOLO LEMANN เน้นรวยด้วยตัวเอง

September 20, 2017

บราซิลเป็นประเทศที่เศรษฐกิจยากจนล้าหลังมายาวนาน ก่อนที่จะมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดในศตวรรษที่ 20 ซึ่งทุกวันนี้รายได้ต่อหัวของประชากรบราซิลสูงกว่าไทยไป 1.5 เท่าด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ถ้าจะวัดความเหลื่อมล้ำกันแล้ว ไทยก็ยากที่จะสู้กับบราซิลได้ เพราะคนจนบราซิลนี้จนสุดๆ จริงๆ คนรวยก็รวยสุดๆ จริงๆ อย่างน้อยๆ ไทยก็ไม่มีคนที่จนสุดๆ อย่างแถบแอฟริกาแต่บราซิลมี และไทยก็ไม่มีมหาเศรษฐีระดับ Top 10 หรือกระทั่ง Top 50 ของโลก แต่บราซิลก็มีหลายคนเลย
    

เหตุผลที่ทำให้คนบราซิลดั้งเดิมรวยนั้น เป็นเหตุผลเดียวกับการทำให้เกิดคนรวยในประเทศด้อยพัฒนาจำนวนมาก นั่นคือระบบทุนนิยมแบบจารีตอันเป็นระบบอุปถัมภ์ผูกกับกับการคอร์รัปชัน เชิงนโยบายของรัฐที่เอื้อให้บางบริษัทผูกขาดธุรกิจ จนทำให้กลุ่มทุนบางกลุ่มรวยล้นฟ้ากันไป
    

...อย่างไรก็ดีคนที่รวยที่สุดในบราซิลทุกวันนี้ กลับเป็นคนที่ได้ชื่อว่ามาปฏิรูประบบธุรกิจตามจารีตในบราซิล เขายกเลิกการอุปถัมภ์ใดๆ ตั้งแต่ระดับบนสุดมายันล่างสุด และเน้นพัฒนาองค์กรที่จะทำให้คนมีฝีมือดีได้มีโอกาสรับผลตอนแทนของน้ำพักน้ำแรงอย่างคุ้มค่าที่สุด


...ชายผู้นี้มีนามว่า Jorge Paolo Lemann ซึ่งก็ไม่แปลกเลยถ้าคุณจะไม่เคยได้ยินชื่อเขา แต่ถ้าถามว่าคุณรู้จักแบรนด์อย่าง Burger King, Budweiser, Corona หรือเปล่า เราคิดว่าคุณรู้จักแน่ๆ และแบรนด์เหล่านี้ก็คือแบรนด์ในสังกัดของบริษัทของ Lemann นั่นเองครับ
แล้วชายจากประเทศที่เต็มไปด้วยคนจนคนนี้ กลายมาเป็นคนร่ำรวยระดับโลกด้วยตัวเองได้อย่างไร? เรามารู้จักเรื่องราวของเขากันครับ

 
Jorge Paolo Lemann


กว่าจะมาเป็นนักธุรกิจ
Jorge Paolo Lemann เกิดในปี 1939 ที่กรุง Rio de Janeiro พ่อของเขาเป็นผู้อพยพชาวสวิสที่มาปักหลักตั้งธุรกิจโรงงานผลิตนมเล็กๆ ในบราซิล แต่เมื่อเขาอายุได้ 14 ปีพ่อของเขาก็ได้จากไป และเขาก็ใช้ชีวิตอยู่กับแม่ของเขานับแต่นั้น
    

ในตอนที่เขาอายุได้ราว 18 ปี เขามีโอกาสได้ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาก็ไม่ชอบเรียนหนังสือเอาซะเลย ตอนแรกเขาก็ซุกซนไปเล่นจุดพลุในมหาวิทยาลัยจนโดนลงโทษ ความหนาวเหน็บของอากาศที่บอสตันทำให้เขาคิดถึงแสงแดดและหาทรายที่บราซิลเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับการโดนลงโทษ เขาก็คิดจะเลิกเรียนแล้วกลับมาบราซิลด้วยซ้ำ แต่แม่ของเขาก็เกลี้ยกล่อมให้เขาเรียนหนังสือจนจบได้สำเร็จในปี 1961 ในตอนที่เขาอายุ 22 ปี
    

จริงๆ Lemann นั้นแทบจะไม่มีความสนใจวัยเด็กอะไรเกี่ยวกับธุรกิจเลย แต่สิ่งที่เขาชอบคือการเล่นเทนนิส และเขาก็เล่นได้ดีสุดๆ เลยด้วย เขาเคยเป็นแชมป์เทนนิสระดับชาติของบราซิลถึง 5 ครั้ง และเคยถึงกับได้ไปทัวร์นาเมนต์เทนนิสต์ระดับโลกที่ Winbledon ประเทศอังกฤษด้วย
    

พูดง่ายๆ คือ Lemann เคยเป็นนักกีฬาระดับโลก ...ว่าแต่นักกีฬาอย่างเขาเข้ามาในโลกธุรกิจจนเป็นคนรวยที่สุดในบราซิลได้ยังไงล่ะเนี่ย?

ก้าวแรกสู้โลกธุรกิจ
เนื่องจากเรียนจบเศรษฐศาสตร์มา Lemann ก็ได้เริ่มฝึกงานกับบริษัทที่ทำธุรกิจการลงทุนระดับโลกอย่าง Credit Suisse และหลังจากนั้นเขาก็ค้นพบว่าเขาสนใจด้านการเงินการลงทุนมาก เขาจึงทำธุรกิจของตัวเองมาตลอดจนถึงปัจจุบัน
    

บริษัทแรกที่เขาเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยชื่อว่า Investco มันเป็นบริษัทที่ให้กู้ยืมเงิน ซึ่งมันก็ล้มละลายไปในปี 1966 พูดอีกแบบคือ Lemann มีประสบการณ์การลงทุนในบริษัททางการเงินจนบริษัทล้มละลายมาตั้งแต่อายุแค่ 26 ปีเท่านั้นเอง
    

...แต่นั่นก็คือประสบการณ์ต่อมา ที่ทำให้เขาเปิดบริษัทอันเป็นตำนานของบราซิลอย่าง Banco Garantia ในปี 1971
    

Banco Garantia เป็นบริษัทวานิชธนกิจ (Investment Bank) ที่ว่ากันว่าเป็น Goldman Sachs แห่งบราซิล Banco Garantia เป็นจุดเริ่มตำนานความเป็น “เจ้าแห่งการเทคโอเวอร์” ของ Lemann

 
ทุกวันนี้ Lemann เป็นคนที่มีชื่อสุดๆ ในการไปเทคโอเวอร์บริษัทที่กำลังจะเจ๊ง แล้ววางระบบบริษัทใหม่จนได้กำไร แต่จริงๆ จุดเริ่มของแนวคิดการบริหารบริษัทที่ไปเทคโอเวอร์จนได้กำไรนั้น มันเริ่มมาจากแนวทางที่เขาใช้บริหาร Banco Garantia นี่เอง และในสมัยโน้นมันเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ในบราซิลเลย
    

บราซิลเป็นประเทศที่ติดวัฒนธรรมมาจากสมัยอาณานิคมเยอะ วัฒนธรรมองค์กรแบบธุรกิจดั้งเดิมก็มีความเป็น “ราชการ” สูง มีความเป็นเจ้าขุนมูลนาย พวกผู้บริหารก็จะมีที่จอดรถส่วนตัว ห้องส่วนตัว มีเลขาส่วนตัว เงินเดือนก็จะได้สูงต่ำต่างกันไปสุดๆ ตามตำแหน่ง พูดอีกแบบคือ มันเป็นองค์กรที่เน้นระดับสูงต่ำมาก
    

...แต่ Banco Garantia โละสิ่งพวกนี้ทิ้งหมด สภาพการทำงานของบริษัทจะเป็นห้องโล่งๆ ใหญ่ๆ ไม่มีห้องส่วนตัวแยก ไม่มีใครมีเลขาส่วนตัว หรือกระทั่งที่จอดรถส่วนตัว ซึ่งนี่เป็นการโปรโมตวัฒนธรรม “ทุกคนเท่ากัน วัดกันที่ผลงาน” ซึ่งที่บราซิลในขณะนั้นไม่มี เพราะโครงสร้างองค์กรดั้งเดิม ผลตอบแทนนั้นจะยิ่งมากขึ้นไปตามลำดับสูงต่ำในองค์กร ส่วน Banco Garantia นั้นเป็นบริษัทที่มีฐานเงินเดือนระดับต่ำทั้งบริษัท แต่ เมื่อผลประกอบการดีก็จ่ายโบนัสหนักสุดๆ เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เพราะถ้าผลประกอบการขององค์กรไม่ดี รายได้ของคุณก็จะแย่ไปด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ในบราซิลมันไม่มีอะไรแบบนี้
    

...ว่ากันว่าขนาดตอนคัดคนเข้าบริษัท คนที่มานั่งสัมภาษณ์ก็ไม่ใช่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้วยซ้ำ แต่เป็นผู้บริหารระดับสูง ขนาด Lemann ยังมานั่งสัมภาษณ์เองเลย โดยผู้ที่เคยทำงานกับเขาก็เล่ากันว่าคนที่ Lemann ต้องการจะให้มาอยู่ในบริษัทของเขาคือคนที่ “จน ฉลาด และมีความปรารถนาที่จะรวยอย่างลึกซึ้ง” และนี่ก็เป็นการสะท้อนตัวตนของเขาทั้งในแง่ของคนที่ชอบให้โอกาสคน และคนที่ต้องการลูกน้องที่มีความสามารถและตั้งใจทำงานจริงๆ
 

ล้มแล้วก็ลุกใหม่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
Banco Garantia เป็นบริษัทในตำนานของบราซิล เนื่องจากมันนำแนวทางการบริหารแบบใหม่มาใช้ และก็เป็นตำนานของสถาบันทางการเงินในบราซิลมาเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว มันเป็นบริษัทที่ไล่เทคโอเวอร์บริษัทที่ใกล้เจ๊งสารพัด และก็มาเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรบริหารใหม่จนได้กำไร 


โครงสร้างองค์กรแบบเก่าๆ ของบริษัทในบราซิลมีลักษณะล้าหลัง ซึ่งมันเปิดโอกาสให้ Banco Garantia ไปเทคโอเวอร์พลิกโฉมบริษัทด้วยแนวทางการบริหารแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า

...อย่างไรก็ดีงานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกรา


วิกฤติต้มยำกุ้งที่เริ่มจากประเทศไทยในปี 1997 ตั้งส่งผลต่อภาคการเงินทั่วโลก จนบริษัทจำนวนมากล้มกันระเนระนาดเป็นโดมิโน่ Banco Garantia ก็เช่นกัน เจอชะตากรรมสุดท้ายจากพิษวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ลามมาจากซีกโลกจนเจ๊ง และ ในที่สุดก็ต้องขายบริษัทให้กับ Credit Suisseในปี 1998


แต่คนอย่าง Lemann ล้มไปไม่นาน เขาก็ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยการตั้งบริษัท Ambev ในปี 1999 ซึ่งมันคือบริษัทแม่ของบริษัทเบียร์ต่างๆ ในบราซิล ที่ถูกควบรวมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากนั้นมันควบรวมกับบริษัท InterBrew ของเบลเยี่ยม ออกมาเป็น Ambev IB และหลังจากนั้นก็ควบรวมกับ Anheuser-Busch ของอเมริกาออกมาเป็น Anheuser-Busch InBev 


...การควบรวมนี้อาจฟังดูน่าเวียนหัว แต่ถ้าจะสรุปสั้นๆ ก็คือ การควบรวมอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทของ Lemann เป็นบริษัทผลิตเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีแบรนด์อินเตอร์ Budweiser, Corona, Stella Artois, Beck’s, Hoegaarden และ Leffe อยู่ในมือ พร้อมทั้งแบรนด์เบียร์ท้องถิ่นในลาตินอเมริกาอีกสารพัด โดยในบางประเทศบริษัทกลุ่ม Ambev นั้นก็แทบจะผูกขนาดตลาดเบียร์ได้ทั้งประเทศเลย


...แต่นั่นคือจุดเริ่มของตำนานของ Lemann ในระดับอินเตอร์เท่านั้นเอง บราซิลเล็กเกินไปแล้วสำหรับเขา ทำให้ในปี 1999 Lemann ตั้งบริษัท 3G Capital ซึ่งมีจุดประสงค์ของบริษัทชัดๆ เน้นๆ คือจะเน้นระดมทุนไปเทคโอเวอร์บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ ของโลก


3G Capital ไล่เทคโอเวอร์บริษัทไปทั่วโลก ซึ่งบริษัทที่น่าจะเป็นที่รู้จักกันก็คือ Burger King ซึ่ง 3G Capital เทคไปในปี 2010 นอกจากนี้ 3G Capital ยังจับมือกับ Berkshire Hathaway (บริษัทของ Warren Buffett) และในการเทคโอเวอร์สุดยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารโลกก็คือ การเทคโอเวอร์บริษัท Heinz ในปี 2013


…โดยแพตเทิร์นมันเหมือนกันหมด Lemann จะมองหาบริษัทที่กำลังจะเจ๊ง หรือผลประกอบการย่ำแย่เนื่องจากการบริหารไม่ดี จากนั้นเข้าไปเทคโอเวอร์ รื้อโครงสร้างองค์กรใหม่หมด ถ้าองค์กรเต็มไปด้วยห้องหับแยกกันก็ทุบกำแพงให้หมด ให้เป็นออฟฟิศแบบเปิดโล่ง คนในองค์กรจะได้สื่อสารกันได้เต็มที่ นอกจากนี้สิ่งที่เป็นตำนานก็คือ การตัดต้นทุนสุดฤทธิ์ให้เหลือแค่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ (สิ่งที่เล่าลือกันคือ การห้ามออฟฟิศมีเครื่องปรินต์สี เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น)


...และตำนานก็ยังไม่จบ Lemann ในวัย 78 ปีก็ยังไม่หยุดไล่เทคโอเวอร์ และก็มีข่าวว่า 3G Capital ได้ไปเทคบริษัทใหญ่ๆ โน่นนี่ในโลกมาเป็นระยะๆ


ซึ่งทั้งหมดมันก็เริ่มจากที่ Banco Garantia ปฏิวัติวัฒนธรรมองค์กรในบราซิล และสอนให้ทั้งประเทศรู้ว่าการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ต้องวางอยู่บนฐานของการจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าขนบการทำกำไรในประเทศจะวางอยู่บนฐานของการอุปถัมภ์บนคอร์รัปชันแค่ไหนก็ตาม


สุดท้ายการที่เขาขึ้นแท่นคนรวยที่สุดในบราซิล แทนแชมป์เก่าอย่าง Eike Batista ซึ่งรวยมาจากการได้สัมปทานผูกขาดการทำเหมืองและน้ำมันจากรัฐ ก็น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด


เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: จิดา ลี้ไพบูลย์

The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X