1,302 VIEWS

John C. Bogle อยากเห็นทุกคนลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

December 26, 2017

สำหรับคนมีเงินเดือนที่ต้องการจะออมเงินทุกคน คำถามก็คงจะเป็นว่า จะออมเงินอย่างไร้ให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากที่สุด และคำตอบพื้นฐานก็คือ ก็ต้องเอาเงินไปลงทุนในอะไรสักอย่างถึงจะได้ผลตอบแทนมากที่สุด ส่วนคำถามสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ทุกคน คำถามก็คงจะเป็นเหมือนๆ กันว่ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งจะเอาไปลงทุนกับอะไรดีที่สุด?
 
.
 
เนื่องจากคนจำนวนมากที่ต้องการลงทุนก็มีงานอื่นทำกัน ไม่สามารถดูแลการลงทุนของตัวเองได้เต็มที่ โลกจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “กองทุนรวม” ขึ้นมา ซึ่งมันก็คือสถาบันทางการเงินที่คนสามารถเข้าไปซื้อ “หน่วยลงทุน” หรือในทางปฏิบัติก็คือเอาเงินไปให้กองทุนบริหารจัดการเงินนั้นเพื่อการลงทุนต่างๆ แทนตน โดยมีผลตอบแทนคือค่าธรรมเนียมในการบริการจัดการให้กับกองทุนอย่างเหมาะสม ด้วยวิธีนี้เอง บุคคลทั่วไปที่มีงานมีการทำกันปกติก็สามารถเป็นนักลงทุนได้โดยไม่ต้องมาเสียเวลาดูแลเงินตัวเอง
 
.
 
...อย่างไรก็ดี แล้วเราจะเลือกกองทุนไหนดีล่ะ? นี่เป็นปัญหาโลกแตกมาตลอด เพราะทุกคนก็ย่อมต้องการเลือกกองทุนที่ดีที่สุด เลือกหุ้นตัวที่ดีที่สุด โดยผู้จัดการกองทุนที่เป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุด ปัญหาคือตลาดหุ้น คือตลาดที่ต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะเสมอ มีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย และนักลงทุนหน้าใหม่ก็ไม่มีใครจะมีปัญญาเลือกกองทุนที่ดีที่สุดได้ง่ายๆ (ไม่ต้องพูดถึงการกระโดดลงไปเล่นหุ้นเองโดยตรงโดยไม่มีพื้นฐานและประสบการณ์ใดๆ ซึ่งทำให้แนวโน้มเจ๊งนั้นสูงกว่าแนวโน้มประสบความสำเร็จ) และคนเหล่านี้แหละที่จะเป็นผู้แพ้ของโลกการลงทุน
 
.
 
...แต่ถ้ามันมีวิธีการลงทุนแบบง่ายๆ ได้ผลตอบแทนดี ที่คนลงทุนจะไม่มีทางเป็นผู้แพ้ล่ะ? การลงทุนแบบนี้ย่อมเป็นมิตรต่อนักลงทุนหน้าใหม่ผู้ต้องการสะสมทรัพย์ของตนให้มีใช้ในระยะยาวที่สุด
 
.
 
50 ปีก่อน ไม่มีวิธีคิดแบบนี้ จนชายคนหนึ่งเสนอแนวทางการลงทุนแบบใหม่ที่จะไม่มีใครเป็นผู้แพ้อีก และทุกวันนี้บริษัทที่ชายคนนั้นสร้างขึ้นก็ได้กลายมาเป็นบริษัทกองทุนที่มีสินทรัพย์รวมสูงที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หันมาลงทุนตามแนวทางที่ชายคนนี้บุกเบิกไว้
 
.
 
ชายคนนี้มีนามว่า John C. Bogle ผู้เป็นผู้ก่อตั้ง The Vanguard Group และเป็น CEO มานานจนเกษียณ นิตยสาร Fortune ถึงกับให้เขาเป็นหนึ่งใน 4 ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมการลงทุนในศตวรรษที่ 20 (อีกสามคนคือ Warren Buffett, George Soros และ Peter Lynch) เรามารู้จักเรื่องราวของเขากันครับ
 
.
 
John C. Bogle เกิดเมื่อปี 1929 ในช่วงปลายวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐ ในช่วงวิกฤติครอบครัวของเขาเสียมรดกทั้งหมดไป และจำต้องขายบ้านในที่สุด ความเครียดทำให้พ่อของเขาติดเหล้า และต้องหย่าร้างกับแม่ของเขาในที่สุด
 
.
 
เรียกได้ว่าเขาเกิดมาก็เจอผลกระทบจากโลกการเงินอย่างหนักกับครอบครัว แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจโลกการเงินที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ เขากลับได้ประสบการณ์ในการเริ่มจาก 0 จริงๆ พร้อมทั้งตระหนักว่าผู้คนทุกคนล้วนต้องการจะมั่งคั่ง เพียงแต่เขาไม่มีหนทาง และความคิดแบบนี้ก็ติดตัวเขาไปจนเติบโต
 
.
ตอนเด็กๆ เขาทำงานสารพัดเพื่อที่จะอยู่รอด แต่เนื่องจากเขาเป็นคนเรียนดี (เขาเก่งเลข) เส้นทางการศึกษาของเขาเลยสดใส เขาได้ย้ายไปเรียนมัธยมปลายในโรงเรียนมัธยมที่มีเกียรติ และสุดท้ายเขาก็ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย Princeton โดยตอนนั้นเขาเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์และการลงทุน และก็เริ่มสนใจกองทุนรวมมาตั้งแต่ตอนนั้น โดยเขาก็ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับกองทุนรวมในเชิงวิพากษ์ต่อมา ซึ่งนั่นกลายมาเป็นแนวคิดในการตั้งบริษัทกองทุนรวมของตัวเองในภายหลังของชีวิต
 
.
 
ในปี 1951 Bogle ในวัย 22 ปีก็ได้เรียนจบจาก Princeton และไม่นานเขาก็ได้งานในบริษัทกองทุนรวมชื่อดังอย่าง Wellington Fund ซึ่งที่นั่นเขาก็ฉายแววความเฉลียวฉลาดด้านการลงทุนมากๆ จนทำงานมาได้ 4 ปี เขาในวัยเพียง 26 ปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน และตำแหน่งเขาก็ขึ้นสูงไปเรื่อยๆ จนในวัย 38 ปี ในปี 1967 เขาก็ได้ขึ้นมาเป็นประธานของ Wellington Fund
 
.
 
...อย่างไรก็ดี ความยิ่งใหญ่ก็อยู่ได้ไม่นาน หลังจากเขาเป็นประธานได้ไม่นานนัก เขาได้ทำการตัดสินใจควบรวมบริษัทครั้งหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์มาก จนทำให้เหล่าผู้ถือหุ้นบริษัทไล่เขาออกจากตำแหน่ง
 
.
 
เขาใช้เวลาตั้งหลักหลายปีก่อนจะกลับมาตั้งบริษัทกองทุนรวมของตัวเองนามว่า Vanguard ในปี 1974 ในวัย 45 ปี ซึ่งคราวนี้เขาในวัยกลางคนก็ได้รำลึกถึงหลายๆ อย่างที่ผ่านมาในชีวิตโดยเฉพาะในตอนเด็กที่เขาลำบากมา เขาในตอนนี้ก็เลยอย่างลองตั้งกองทุนรวมที่คนทั่วๆ ไปสามารถลงทุนได้อย่างคุ้มค่าในระยะยาวโดยมีต้นทุนที่ต่ำ
 
.
 
ในช่วงนั้นเองนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง Paul Samuelson นั้นก็ดันได้ไปลงศึกษาตัวเลขผลตอบแทนระยะยาวของกองทุนรวมแต่ละกองที่เลือกหุ้นเป็นตัวๆ เพื่อการลงทุน โดยเอามันมาเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นที่ชี้ให้เห็นภาพรวมของตลาดโดยรวม Samuelson ดันพบว่าถ้าดูระยะยาวจริงๆ ไม่มีกองทุนไหนจะสร้างผลตอบแทนได้สูงเท่าดัชนีตลาดหุ้นเลย ผลตอบแทนของกองทุนในบางปีอาจหวือหวา และการขึ้นของดัชนีหุ้นอาจจะขึ้นไปอย่างเชื่องช้า แต่ประเด็นคือกองทุนรวมนั้นมักจะมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยมสลับกับผลตอบแทนที่ยอดแย่ แล้วแต่ปี แต่ดัชนีหุ้นนั้นโดยทั่วๆ ไปจะไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ช้าๆ ซึ่งผลสุดท้ายถ้าดูกันระยะยาว ผลตอบแทนของกองทุนรวมนั้นกลับพุ่งขึ้นสูงสู้ดัชนีหุ้นไม่ได้
 
.
 
นี่ทำให้ Samuelson ประกาศออกมาเลยว่า “นักลงทุนอาชีพ” นั้นสุดท้ายก็แค่เดาสุ่ม เขาควรจะไปทำอะไรที่มีประโยชน์อย่างเป็นช่างประปามากกว่า และเสนอว่าควรจะมีใครสักคนสร้าง “กองทุนดัชนี” ที่ไม่ได้ลงทุนให้หุ้นเป็นตัวๆ แต่ลงทุนในหุ้นทุกตัวเลย หุ้นใหญ่ก็ลงมาก หุ้นเล็กก็ลงน้อยไปตามสัดส่วนของตลาด ซึ่งผลที่จะได้คือกองทุนที่จะมีผลประกอบการที่มีหน้าตาแบบดัชนีหุ้น ซึ่งสำหรับ Samuelson แล้วนี่แหละสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วๆ ไป
 
.
 
แน่นอนถึง Samuelson จะได้รางวัลโนเบลมา เขาก็เป็นแค่นักวิชาการ การประกาศไปดังๆ แบบนี้ทำให้บรรดากองทุนรวมต่างๆ และบรรดาผู้จัดการกองทุนหัวเสียมากๆ เพราะนั่นคือการบอกว่างานที่พวกเขาทำนั้นไร้ค่า อย่างไรก็ดี ก็มีบางกองทุนที่ไม่คิดอย่างนั้น
 
.
 
...ดังที่ได้กล่าวมาแล้วสิ่งที่ Bogle พยายามทำกับบริษัทใหม่ของเขาก็คือเขาต้องการจะตั้งกองทุนที่คนทั่วๆ ไปสามารถลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมชัวร์ๆ ในราคาถูก เมื่อเขามาเจอ “ทฤษฎี” ของ Samuelson เขาก็รู้สึกใช่เลย
 
.
 
เพราะจากมุมของ Bogle ที่ทำงานกองทุนมาเป็น 20 ปี การที่กองทุนต่างๆ ที่มีมาตั้งไม่สามารถที่จะสร้างผลประกอบการที่เอาชนะดัชนีตลาดหุ้นได้ตามที่ Samuelson กล่าว ส่วนหนึ่งมันเกิดจากต้นทุนในการบริหารกองทุนเอง การที่กองทุนจะ “เลือก” หุ้นที่ดีที่สุดได้ มันต้องจ้างนักวิเคราะห์สารพัดอะไรเยอะแยะ และต้องไปตามข่าวอะไรอย่างใกล้ชิดเต็มไปหมด ทั้งหมดมีต้นทุนทั้งนั้น และนี่ยังไม่ต้องพูดถึงต้นทุนต้องไปจ่ายเงินให้ค่าตัวกับผู้จัดการกองทุนระดับซุปเปอร์สตาร์บางคนอย่างมหาศาลอีก (ซึ่งเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน ประเด็นนี้ชัดมาก)
 
.
 
ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่ก็คือกองทุนที่จะไม่ต้องวิเคราะห์อะไรทั้งนั้นก่อนซื้อหุ้นเพื่อให้ต้นทุนถูกที่สุด และวิธีการการบริหารมันก็คือซื้อหุ้นไปให้หมดทุกตัว มากน้อยก็ตามสัดส่วนของมันในตลาด และผลตอบแทนของทุนมันก็จะออกมาหน้าตาเหมือนดัชนีหุ้น
 
.
 
…และกองทุนดัชนีแรกของโลกที่เปิดขายต่อสาธารณชนทั่วไปก็ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของ Vanguard (ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีกองทุนที่ทดลองเอาแนวทางนี้ไปลงทุนแล้ว แต่ไม่เปิดขายต่อสาธารณะ)
 
.
 
...แต่สิ่งใหม่นี้ก็ไม่ได้รับความนิยมใดๆ ในตอนแรก ชุมชนนักลงทุนเย้ยหยันแนวคิดนี้ของ Bogle มาก จนมีชื่อเล่นเรียกกองทุนดัชนีว่า “ความโง่ของโบเกิ้ล” เพราะในสมัยนั้น เป้าหมายของการบริหารกองทุนใดๆ ก็ตามนั้นคือการ “ทำผลประกอบการให้ได้มากกว่าดัชนี” ดังนั้นการที่ Bogle พยายามจะได้ผลประกอบการแค่เท่ากับดัชนีนั้นจึงเป็นการพยายาม “จงใจ” ได้ผลประกอบการที่น้อยกว่าคนอื่นๆ ซึ่งสำหรับชุมชนนักลงทุนแล้ว นี่เป็นเรื่องงี่เง่าสิ้นดี
 
.
 
...แต่สุดท้ายเวลาก็คงจะเป็นเครื่องพิสูจน์
เมื่อกองทุนดัชนีค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองในตลาดว่ามันได้ผลตอบแทนที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอกว่าพวกกองทุนปกติที่เก็งหุ้นเป็นตัวๆ จริง คนจำนวนมากก็แห่กันมาลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ขนาดเงินของกองทุนดัชนีทั้งหลายในอเมริกาก็แทบจะคิดเป็นเงินลงทุน 20 – 40 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งตลาดหุ้นไปแล้ว และมันก็ยังขยายขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
.
 
...และแนวทางการลงทุนในกองทุนดัชนีก็ยังมีนักลงทุนในตำนานอย่าง Warren Buffett กระโดดมาถือหางโดยเขากล่าวว่าสำหรับนักลงทุนทั่วไป ก็ควรจะลงกองทุนดัชนีไปเถอะ อย่าไปลงทุนกับกองทุนที่พยายามเอาชนะดัชนีเลย นอกจากนี้เขายังท้าพนันเมื่อ 10 ปีที่แล้วด้วยซ้ำว่าให้เลือกกองทุนที่ว่าบริหารเจ๋งๆ มาดวลกับกองทุนดัชนีที่เขาเลือกเลย ใครหาได้เอาเงินไปเลย 1 ล้านเหรียญ (ซึ่งก็มีผู้รับคำท้าเขาอยู่บ้าง และการเดิมพันก็ดูจะสิ้นสุดไปพร้อมปี 2017 นี้พร้อมๆ กับความพ่ายแพ้ของผู้ท้าพนัน เพราะไม่มีกองทุนใดผลตอบแทนสู้กองทุนดัชนีได้เลย)
 
.
 
...ทุกวันนี้ Vanguard ก็ได้กลายมาจากกองทุนที่มีแต่คนหัวเราะเยาะเมื่อกว่า 40 ปีก่อนก็ได้กลายมาเป็นของทุนที่มีทรัพย์สินรวมกันมากที่สุดในโลกเพราะคนเอาเงินมาลงทุนกันจากทั่วทุกสารทิศ
 
.
 
...ส่วน John C. Bogle ในวัย 88 ปีก็ไม่ได้ทำงานบริหารแล้วแต่ก็ยังเขียนหนังสืออยู่อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการลงทุน
 
.
 
...สิ่งที่น่าเคารพที่สุดของชายผู้นี้ก็คือ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ก่อตั้งกองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน เขากลับไม่ใช่คนร่ำรวยอะไรเลย ทรัพย์สินของเขาหลักสิบล้านเหรียญเท่านั้น เขาไม่ใช่พวกได้ผลตอบแทนเป็นร้อยล้านเหรียญระดับผู้จัดการกองทุนระดับซุปเปอร์สตาร์ และก็ไม่ได้มีสินทรัพย์เป็นพันล้านแบบพวกผู้ที่เป็นเจ้าของพวกบริษัทที่ทำกองทุนใหญ่ๆ อื่นๆ และที่เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะ ด้วยปรัชญาของเขาเอง เขาวางโครงสร้างบริษัท Vanguard ว่าต้องไม่ใช่บริษัทใหญ่ที่เป็นเจ้าของกองทุนทั้งหมดที่บริษัทดูแล แต่กองทุนทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ร่วมเงาของ Vanguard นั่นแหละที่เป็นเจ้าของบริษัท การทำแบบนี้ทำให้เขาไม่ได้ร่ำรวยในฐานะของเจ้าของบริษัทกองทุนแบบคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรมที่จะมีรายได้มหาศาลจากผลประกอบการของกองทุนต่างๆ ในสังกัด
 
.
 
...แต่ก็เพราะโครงสร้างบริษัทมันเป็นแบบนี้นี่เองที่ทำให้เขาสามารถยืนยันมาตลอดว่า ใครทำกองทุนได้ต้นทุนต่ำกว่านี้ก็ลองมาดวลกันเลย เพราะเขาออกแบบบริษัทให้โครงสร้างต้นทุนมันต่ำสุด ให้เงินมากมายมหาศาลมันไม่ต้องไปอยู่ในมือของพวกผู้บริหารระดับสูง
 
.
 
...ถ้าเขาวางโครงสร้างบริษัทแบบเดิม ป่านนี้เขาคงเป็นหนึ่งในเศรษฐีพันล้านไปแล้ว แต่เขาก็ไม่ทำ เพราะเขายืดมั่นอุดมการณ์ว่าเขาต้องการจะทำกองทุนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับผู้ลงทุน และมันก็ได้สร้างประโยชน์ให้กับนักลงทุนรายย่อยมากมายมหาศาลให้สามารถออมเงินไว้ใช้ยามแก่เฒ่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
.
 
ซึ่งก็คู่ควรแล้วที่เขาได้เป็นหนึ่งใน 4 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งการลงทุนแห่งศตวรรษที่ 20 ร่วมกับ “โคตรนักลงทุน” อีก 3 คน ทั้งๆ ที่ Bogle ก็ไม่ใช่ “นักลงทุนที่เก่ง” ในความหมายปกติเลยดังเช่นอีก 3 คน เขาแค่เป็นผู้บุกเบิกแนวทางการลงทุนใหม่สำหรับมวลชนอย่างกล้าหาญท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกฝ่ายจนประสบความสำเร็จ
 
.
 
...และนั่นอาจต้องใช้ “ใจ” และ “ความกล้า” มากกว่าการลงทุนในหุ้นความเสี่ยงสูงตัวใดๆ
 
.
 
เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์ ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์
 



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X