5,165 VIEWS

Issey Miyake ในดีไซน์จะต้องมีความหวังอยู่ที่นั่น

May 25, 2017

เบื้องหลังแบรนด์ ISSEY MIYAKE
จากหนังสือ Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ 

ดีไซน์จะนำพามาซึ่งความสุขของมวลมนุษย์
คุณเคยเห็นภาพของสตีฟ จอบส์ในเสื้อคอเต่าสีดำไหมครับ
คุณรู้มั้ยครับว่าเสื้อตัวนี้ที่สตีฟ จอบส์ใส่ เป็นดีไซน์ของใคร?


มีคนเปรียบเปรยว่าสตีฟ จอบส์ ใส่แต่เสื้อคอเต่าสีดำทำตัวอย่างกับเป็นโนบิตะ ผู้มีเสื้อผ้าอยู่ชุดเดียว ในตู้เสื้อผ้าของสตีฟ จอบส์ อาจจะมีเสื้อแบบนี้วางซ้ำซ้อนกันอยู่หลายตัวก็เป็นได้ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าเพื่อนสนิทของสตีฟ จอบส์ อย่าง Issey Miyake ดีไซน์เนอร์ชื่อดังเป็นคนออกแบบและส่งเสื้อคอเต่าสีดำจำนวนกว่าร้อยตัวให้ถึงมือสตีฟ จอบส์


Issey Miyake ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบเสื้อคอเต่าสีดำเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มีชื่อว่า Issey Miyake หลายต่อหลายคนคงเคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้จากกระเป๋า BAOBAO ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในบ้านเรา เรารู้จักสินค้าของ Issey Miyake แต่อาจจะยังไม่เคยรู้ว่าเจ้าตัวเค้าเป็นคนอย่างไร อะไรหล่อลอมให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้

 

“ผมไม่อยากพูดถึงอดีตเท่าไหร่เพราะชีวิตคนเราจะต้องก้าวไปข้างหน้า”


นี่เป็นคำพูดของ Issey Miyake ที่เขากล่าวอยู่บ่อยๆ เขาอุทิศตนไปกับการดีไซน์เพราะมันมีอดีตที่เลวร้าย แต่ดีไซน์นี่แหละที่ทำให้เขาสามารถลืมอดีตอันเลวร้ายได้


Issey Miyake เกิดที่เมืองฮิโรชิมาใน ค.ศ. 1938 ตอนอายุ 7 ขวบ เขาผ่านเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงบนบ้านเกิดของเขาตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าตัวได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “เมื่อผมหลับตาลงผมยังเห็นแสงสีแดงเจิดจ้า ตามมาด้วยเมฆทะมึนสีดำ ผู้คนรอบข้างวิ่งหนีไปทั่วทุกสารทิศ” คุณแม่ของเขาเสียชีวิตหลังสงครามสิ้นสุดไป 3 ปีให้หลัง ด้วยโรคจากพิษกัมมันตภาพรังสี ส่วน Issey Miyake เองก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาเดินเหินไม่สะดวกจนถึงทุกวันนี้


ในช่วงระหว่างการฟื้นฟูหลังสงครามอาคารต่างๆ ได้ถูกก่อสร้างขึ้นมาใหม่ที่เมืองฮิโรชิมา วันหนึ่ง Issey Miyake ได้เดินผ่านสะพานสร้างเสร็จใหม่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Heiwa Ohashi ซึ่งมีความหมายว่า “สะพานใหญ่แห่งสันติภาพ” 


สะพาน Heiwa Ohashi  มีอยู่ 2 ฝั่ง หัวสะพานฝั่งหนึ่งถูกดีไซน์ให้มีจานกลมแบนยื่นออกมาเป็นสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ฝั่งนี้ของสะพานถูกเรียกว่า “To live” ต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “To create” ตรงหัวสะพานอีกฝั่งหนึ่งถูกดีไซน์ออกมาเป็นเสาโค้งๆ ซึ่งจินตนาการมาจากหัวเรือ ฝั่งนี้ถูกเรียกว่า “To die” ต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นว่า “To depart” สะพานนี้เป็นผลงานดีไซน์ของ Isamu Noguchi ประติมากรลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่น


ชื่อของสะพานกล่าวถึง “สันติภาพ” อันเป็นความหวังของมวลมนุษย์ สัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ในทุกวัน และหัวเรือที่แสดงถึงการเดินทางครั้งใหม่ของชีวิต เหมือนดั่งจะเป็นข้อความที่บอกให้คนรุ่นหลังเห็นถึงสัจธรรมของคนเราและความหวัง


สำหรับเด็กคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากสงคราม ขณะเดียวกันต้องเผชิญกับความสูญเสียสมาชิกในครอบครัว แม้เขาอยากจะลืมแต่ยังคงมีอะไรซักอย่างติดค้างอยู่ในใจ สัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์และหัวเรือของสะพานนั้นมันคงทำให้ Issey Miyake ลืมเรื่องราวในอดีตไปชั่วขณะหนึ่ง และชวนให้เด็กน้อยคนนี้คิด แม้แต่สะพานก็มีดีไซน์แบบนี้ด้วยหรือรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างไปจากภาพของสะพานแบบเดิมๆ ที่เคยเห็นมา ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาได้ตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีการดีไซน์ หากคนเรายังติดอยู่ในกรอบดีไซน์แบบเดิม มันก็คงได้หน้าตาสะพานแบบเดิมที่จะไม่หลงเหลือในความทรงจำ แต่หน้าตาของสะพานที่ฉีกไปจากความทรงจำที่ผ่านมา


มันทำให้เขาได้กลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง ไม่ต้องนึกถึงอดีตอันแสนเศร้าได้ชั่วระยะหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ทำให้  Issey Miyake รับรู้เป็นครั้งแรกถึงพลังของงานดีไซน์ที่สามารถเล่นกับอารมณ์ของผู้คน และมอบความหวังให้เขารู้สึกที่อยากจะดีไซน์เพื่อที่จะทำให้ผู้คนได้รู้สึกแบบเดียวกัน Issey miyake เดินผ่านสะพานแห่งนี้ทุกวันและหล่อลอมความตั้งใจในการเป็นดีไซน์เนอร์ของเค้าอยู่ทุกๆ วัน


เมื่อดีไซน์ของบางสิ่งบางอย่างสามารถมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความคิดของคนคนหนึ่งแล้ว แล้วสิ่งไหนล่ะที่จะอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด Issey Miyake ได้คำตอบนี้ออกมาว่า เสื้อผ้าที่เราสวมใส่นั้นน่าจะเป็นดีไซน์ที่อยู่ใกล้เคียงและติดตัวไปไหนมาไหนกับมนุษย์มากที่สุด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Issey Miyake ต้องการจะทำงานด้านดีไซน์เสื้อผ้าพี่สามารถจะเล่นกับอารมณ์ของคน และให้ใครคนนั้นได้มีความสุขโดยการอยู่กับปัจจุบัน


เรื่องราวในวัยเด็กของ Issey Miyake ยังไม่หมดเท่านี้ เส้นทางการเป็นดีไซนเนอร์ระดับโลกของ Issey Miyake จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามอ่านได้ในหนังสือ Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ ผลงานของ เกตุวดี และ วสุ Marumura 




และสามารถติดตามอ่านเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นกับผลงานคุณเกตุวดีได้ที่คอลัมน์ Nippon Made by เกตุวดี


กองบรรณาธิการ BrandThink 



ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X