885 VIEWS

Collective Learning

May 25, 2017


Collective Learning หรือการเรียนรู้ร่วม คือการพัฒนาร่วมกันของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่สามารถส่งต่อข้อมูลความรู้กันผ่านรุ่นต่อรุ่นได้โดยไม่หายตามช่วงชีวิต หากพูดกันง่ายๆ Collective Learning นี่แหละครับคือที่มาของเหล่าผลิตภัณฑ์ง่ายๆ อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์จากการเกษตร ข้าว จนมาเป็นแป้ง จนเป็นขนมปัง หรือนวัตกรรมระดับโลกอย่างเกวียนจนไปถึงรถยนต์ จนกลายเป็นกระสวยอวกาศ เพราะเราสามารถนำความรู้หรือทฤษฎีต่างๆ จากคนรุ่นก่อน (หรือคนอื่นในโลก) ต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สุด แล้ววันนี้เราจะมาพูดถึงที่มาของ Collective Learning นี้กันครับ

หากย้อนกลับไปราวๆ 4 พันล้านปีก่อน หลายๆ คนที่เคยเรียนชีวะ หรือวิทยาศาสตร์เบื้องต้นคงคุ้นเคยกับเกลียวคู่ในดีเอ็นเอกันใช่ไหม โดยแต่ละคู่ก็จะมีข้อมูลต่างๆ ถูกบันทึกไว้ในแต่ละดีเอ็นเอจะมีข้อมูลของการสร้างสิ่งมีชีวิตอยู่ และที่สำคัญดีเอ็นเอเป็นสิ่งที่สร้างสำเนาของตัวมันเองได้ และปล่อยมันแพร่กระจายออกไปทั่วมหาสมุทร 

การแพร่กระจายครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของเรื่องราวของเราครับ เพราะการสร้างสำเนาแต่ละครั้ง กลับมีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้น ในทุกๆ พันล้านรอบของดีเอ็นเอจะมีคู่หนึ่งที่มีความผิดพลาดเกิดอยู่ แล้วนั่นแหละครับ ในทุกๆ การผิดพลาดคือการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ เสมอ ดังนั้นดีเอ็นเอกำลังเรียนรู้ที่พัฒนาตัวเองขึ้นไป และกำลังสร้างความหัศจรรย์ที่สุดแสนจะซับซ้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆ 

มันพัฒนาตัวจนไปเป็นการสร้างสิ่งมีชีวิตประเภทง่ายๆ ลองนึกภาพตามนะครับ สิ่งมีชีวิตในช่วงแรกจะเป็นสัตว์เซลล์เดียวกันทั้งนั้น หลังจากนั้นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ก็เริ่มถือกำเนิดตามมา อาทิ เห็ดชนิดต่างๆ สัตว์จำพวกปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และแน่นอนครับ เรามีเหล่าไดโนเสาร์เกิดขึ้นมานั่นเอง

แต่ธรรมชาติก็ยังทำงานเฉกเช่นธรรมชาติ เมื่อ 65 ล้านปีก่อน อุกกาบาตมหึมาตกลงมายังโลก พลังทำลายล้างของมันเทียบเท่าสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งรุนแรงมากพอที่จะล้างบางเหล่าไดโนเสาร์ให้สูญพันธุ์ลงไป ท่ามกลางข่าวร้ายกลับกลายเป็นข่าวดีแก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในเศษซากแห่งการสูญพันธุ์ เราคือเผ่าพันธุ์ที่เติบโตมาจากการมาเยือนของอุกกาบาตในครั้งนั้น และเมื่อ 200,000 ปีที่แล้ว มนุษย์ก็ถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง

ต้องเท้าความกลับไปหน่อยครับว่า ถึงแม้ว่าดีเอ็นเอจะเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้เอง แต่มันทำงานช้ามากๆ กว่าจะพัฒนาจากข้อผิดพลาดต่างๆ จนกว่าได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ ก็กินเวลาอยู่พอควร แต่ในที่สุดมันก็ทำสำเร็จครับ สิ่งมีชีวิตที่มีสมองถือกำเนิดขึ้นมา และที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง มันสามารถศึกษา ปรับตัว และเรียนรู้ แต่สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ ในทุกครั้งที่สิ่งมีชีวิตนั้นๆ ตายลงไป สิ่งที่มันเรียนรู้มาก็ต้องตายลงไปตามลมหายใจของมัน แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นก็คือ “ภาษา” 

ภาษาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเนี่ยแหละเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ที่ทำให้เราเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ภาษาสร้างระบบการสื่อสารที่แม่นยำ และทรงพลัง ที่สำคัญมันถูกส่งผ่านกันรุ่นต่อรุ่นได้ นั่นหมายถึงความว่าในทุกข้อมูลที่มนุษย์เรียนรู้ เราจะเรียนรู้ไปด้วยกัน จากข้อมูลมากมายมหาศาลที่เรียนรู้กันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เผ่าพันธุ์ของเราก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ และสิ่งนี้ก็คือ “Collective Learning ” การเรียนรู้ร่วมกันนั่นเอง นอกจากสมองอันชาญฉลาดแล้วภาษานี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์โดยสิ้นเชิง 

ในช่วงต้นของมนุษยชาติที่เริ่มออกเดินทาง พวกเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวผ่านภูมิภาคและสิ่งแวดล้อมต่างๆ จนกระทั่งการเรียนรู้การทำเกษตรกรรม และเกษตรกรรมก็คือการถือกำเนิดการขยายเผ่าพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ และ 500 ปีที่แล้ว พวกเราเชื่อมต่อถึงกันผ่านการเดินทาง รถไฟ เครื่องบิน เรือ โทรเลข และอินเทอร์เน็ต และโลกทั้งใบก็แทบจะไม่มีกำแพงเส้นกั้นใดๆอีกต่อไป โลกกำลังเจริญก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเขาใช้คำว่า พวกเรากำลังเรียนรู้ด้วยความเร็วแสง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมกล่าวถึง ก็พาเรามาอยู่ในจุดที่เราเป็นเราในปัจจุบัน



ความสร้างสรรค์ที่ทรงพลัง กับการเรียนรู้อย่างรวดเร็วอย่าง Warp Speed (ที่ทุกอย่างเชื่อมต่อถึงกันหมดในระบบอินเทอร์เน็ต) ทำให้เกิดนวัตกรรมล้ำโลกมากมาย อย่างการขนส่งความเร็วเหนือเสียง การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ การสร้างปัญญาประดิษฐ์ เป็นหลักฐานแสดงว่าเราเป็นเพียงสปีชีส์เดียวใน 4 พันล้านปีตั้งแต่ก่อกำเนิดจักรวาล มันช่างฟังดูน่ายินดีอย่างยิ่ง แต่เดี๋ยวก่อนครับ มันยังมีสัญญาณเตือนบ้างอย่างที่เราต้องตั้งใจฟังไว้ให้ดี เพราะขีปนาวุธ จรวดนิวเคลียร์หรือระบบ AI ต่างก็พัฒนามาจาก Collective Learning กันทั้งนั้น และมันก็มีหลายครั้งที่เกือบพาเราไปจุดหายนะ แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ สิ่งที่ผมพูดถึงอยู่ก็กำลังถูกพัฒนาอยู่เช่นกัน

ขอขยายความเรื่อง Warp Speed กันอีกนิด ลองนึกภาพย้อนกลับประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ในช่วงนั้นเรายังแทบไม่มีอะไรเลย ไม่มีอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานง่าย โทรศัพท์มือถือก็เป็นเครื่องโตๆ กล้องฟิล์มยังเป็นสุดยอดสิ่งของ นวัตกรรมต่างๆก็ยังไม่ไปถึงไหน ทั้งในแง่ของอาวุธสงคราม หรือ ของใช้ในชีวิตประจำวัน รถยนต์ยังไม่ฟังก์ชั่นการใช้งานมากมาย แต่พอหันมามองข้างๆตัวสิครับ ทุกอย่างก้าวล้ำไปหมด ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เรามีมือถือ iPhone กว่า 7 รุ่น ทั้งถ่ายรูปได้(แบบชัดมากๆ) เฟสไทม์ได้ บันทึกเสียง พิมพ์งาน มีสิริที่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว มือถือเครื่องเดียวก็ทำได้ทุกอย่างแล้ว และพอมองไปที่รถยนต์ ธุรกิจที่กำลังเติบโตไปเรื่อยๆ รถยนต์มีฟังก์ชั่นความปลอดภัยมากมาย เบรคฉุกเฉน ระบบป้องกันเมื่อหลุดเลน เรามีอินเทอร์เน็ตความเร็วบ้าคลั่งที่โหลดไฟล์ใหญ่ๆในเวลาไม่กี่ โฮโลแกรมกำลังจะเป็นจริงและใช้งานได้จริง ระบบ VR สุดล้ำสร้างโลกเสมือนจริง ทุกอย่างมันพัฒนาไวมาก และนี่และครับ คือ Warp Speed ที่ผมได้กล่าวถึง

สำหรับคนทำธุรกิจก็ต้องติดตามเรื่องราวเทคโนโลยีไว้ให้ดีเพราะพลังแห่ง Collective Learning (ด้วยความเร็วแบบ Warp Speed นี่แหละ) ที่มันเปลี่ยนแปลงวงการธุรกิจมานักต่อนักแล้ว ตัวอย่างง่ายๆก็เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ที่ปิดตัวลง หรือสื่อดิจิตอลที่เติบใหญ่อย่างก้าวกระโดด หลายธุรกิจประสบความสำเร็จแบบที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน หรือมีสินทรัพย์ใดๆเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ โลกหมุนเร็วมาก และจะมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทฤษฎีธุรกิจต่างๆเริ่มใช้ไม่ได้ผล มีเครื่องมือใหม่ๆที่ทรงพลังเกิดขึ้นมาเสมอ เราต้องพัฒนาตัวเองตลอด เสพข่าวใหม่ๆไว้ให้ดี เพราะเรื่องพวกนี้มันมีประโยชน์กับธุรกิจคุณแบบเกิน 100% เพราะบางทีเราอาจจะมีวิธีการใหม่ๆมาแก้ปัญหาธุรกิจหรือ ทำให้ธุรกิจเราเติบโตไปได้ไกลกว่าเดิมแบบคาดไม่ถึงเลยก็ได้นะครับ

เรื่อง: ชัยยะ ฤดีนิยมวุฒิ  ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์
อ้างอิง : David Christian - The history of our world in 18 minutes (Ted Talk)
 

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X