2,694 VIEWS

Benjamin Graham ปรมาจารย์การลงทุนแบบไร้ความเสี่ยง

January 02, 2018

เราคงเคยได้ยินคำว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” กันใช่มั้ยครับ ซึ่งโดยทั่วไปก็เป็นไปตามนั้นแหละครับ การลงทุนในตลาดการเงินมีความเสี่ยงเสมอมาตั้งแต่โลกนี้มีการเปิดซื้อขายหุ้นหรือกระทั่งก่อนหน้านั้น และโลกของการลงทุนในสิ่งพวกนี้ก็เต็มไปด้วยความผันผวน เต็มไปด้วยการคาดเดาในสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ หรือบางคนก็อาจบอกว่ามันเหมือน “การพนัน” ก็ไม่ผิดอะไร
 
.
 
...แต่รู้มั้ยครับว่าเมื่อต้นศตวรรษที่แล้ว มันมีคนผู้หนึ่งที่เห็นว่าการไป “ลงทุน” แบบที่ทำๆ กันมามันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การลงทุนไม่ควรจะเป็นแค่การคาดเดาไปเรื่อย แต่ควรจะเป็น “ศาสตร์” ที่เรามีพื้นฐานในการคาดเดาสิ่งต่างๆ ได้ และถ้ายิ่งเราสามารถคาดเดาได้ “ความเสี่ยง” มันก็จะลดลงไป จนในอุดมคติ ความเสี่ยงก็อาจหมดไปเลยก็ได้
 
.
 
...นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก เพราะก่อนหน้านี้การลงทุนมันก็เป็นเหมือน “การพนัน” อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ และศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ก็ทำให้เกิดนักลงทุนพันธุ์ใหม่ขึ้นมาจำนวนมากในศตวรรษที่ 20 และคนที่เรารู้จักกันดีก็คือ Warren Buffett ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่เคยนั่งเรียนมากับชายผู้คิดศาสตร์แห่งการลงทุนใหม่นี้ขึ้นมา และตัว Buffett นี่ก็คือว่าอาจารย์ผู้นี้ของเขาคืออิทธิพลหลักในการลงทุนที่เขาทำอย่างต่อเนื่องจนกลายมาเป็นคนรวยระดับท็อปของโลก
 
.
 
บิดาแห่งศาสตร์การลงทุนใหม่ผู้มุ่งสู่การวิเคราะห์เพื่อจะได้ลงทุนได้อย่างไร้ความเสี่ยงผู้นี้มีนามว่า Benjamin Graham เรามารู้จักเรื่องราวของเขากันครับ
 
Benjamin Graham
 
Benjamin Graham เกิดในครอบครัวชาวยิวที่อังกฤษในปี 1894 แต่ครอบครัวของเขาก็ได้อพยพมาที่กรุง New York สหรัฐอเมริกาเมื่อเขาอายุครบ 1 ปี เมื่อเขาอายุได้ 9 ปี พ่อของเขาก็ได้จากโลกนี้ไป และทำให้ครอบครัวของเขาตกที่นั่งลำบากทางการเงิน และทำให้ตัวเขาตระหนักถึงความมั่นคงทางการเงินและพยายามจะเสาะแสวงหามันมานับแต่นั้น
 
.
 
แม้ว่าครอบครัวจะลำบาก แต่ Graham เป็นคนเรียนหนังสือดีและในที่สุดเขาก็ได้เรียนที่ Columbia University จนจบในปี 1914 เมื่ออายุได้ครบ 20 ปี โดยเขาก็เรียนดีระดับที่จบมาได้เป็นอันดับ 2 ของรุ่นซึ่งทำให้ทางมหาวิทยาลัยได้เสนอตำแหน่งอาจารย์ให้เขา แต่เนื่องจากครอบครัวไม่ได้มีฐานะมาก เขาเรียนจบแล้วเขาไม่ได้คิดว่าอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยจะตอบโจทย์ความมั่นคงทางการเงินของเขา เขาเลยมุ่งไปหางานในโลกการเงิน โดยงานแรกของเขาเป็นพนักงานระดับล่างที่บริษัทลงทุนทางการเงิน Newburger, Henderson & Loeb
 
.
 
หน้าที่ของเขาตอนเข้าไปทำงานใหม่ๆ นั้นเป็นหน้าที่ระดับพนักงานส่งเอกสารทางการเงินและทำงานจิปาถะต่างๆ เช่น การเขียนคำบรรยายบรรดาพันธบัตรต่างๆ ที่บริษัทออก ไปจนถึง การเขียนรายงานตลาดประจำวันให้กับบริษัท ซึ่งระหว่างนี้เองเขาก็ได้เริ่มฝึกตัวเองทำการวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทต่างๆ นี่ทำให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างก้าวกระโดดมากจนในปี 1920 เขาในวัย 26 ปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็น “พาร์ตเนอร์” ของบริษัทอย่างรวดเร็ว
 
.
 
อย่างไรก็ดีในที่สุดเขาก็รู้สึกอิ่มตัวกับการทำงานให้คนอื่นและออกจากบริษัทมาร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทเพื่อการลงทุนเองในปี 1923 ในวัย 29 ปี ซึ่งในตอนนั้นตลาดหุ้นอเมริกากำลังเฟื่องฟูสุดฤทธิ์
 
.
 
ในช่วงนั้นตลาดหุ้นในอเมริกาเฟื่องฟูสุดๆ ก็จริง แต่ช่วงนั้นการกำกับดูแลตลาดหุ้นยังไม่เป็นเหมือนทุกวันนี้ มีบริษัทจำนวนมากออกหุ้นมาเพื่อปั่นราคาในตลาดเต็มไปหมดแบบไร้การควบคุม เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งการเก็งกำไรสุดขีด
 
.
 
Graham เห็นว่าโลกแบบนี้เต็มไปด้วยความสับสนหรือกระทั่งการหลอกลวง ในความวุ่นวายของการปั่นราคากันกระหน่ำนี้ เขาคิดว่าตัวเขามี “วิชา” บางอย่างในการแบ่งแยกว่าหุ้นตัวไหนดีตัวไหนไม่ดี และเขาก็ลองเอาไปใช้ในการลงทุนของตัวเองก็พบว่าประสบความสำเร็จดี
 
.
 
เมื่อประสบความสำเร็จแทนที่ Graham จะเก็บมันไว้เป็น “วิชาลับ” ของตน เขากลับรับเป็นอาจารย์สอนด้านการลงทุนในมหาวิทยาลัย Columbia ที่เขาจบมา เพื่อจะสอนวิชานี้ให้กับคนรุ่นใหม่ผู้มีศักยภาพในวงกว้าง โดยเขาก็ไปรับตำแหน่งสอนในปี 1928 เมื่อวัย 34 ปี ซึ่งก็นับว่าถูกจังหวะพอดี เพราะหลังจากนั้นไม่นานตลาดหุ้นอเมริกาก็แทบจะพังพินาศที่เรียกว่า The Black Tuesday ในวันที่ 24 ตุลาคม 1929 อันเป็นวันที่หุ้นในอเมริกาตกอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของอเมริกาในทศวรรษ 1930 ในเวลาต่อมา
 
.
 
แม้ว่าจะมี “วิชา” แต่ Graham ก็ไม่ได้รอดไปจากความหายนะของตลาดหุ้นอเมริกาในปี 1929 ที่เรียกว่าเจ๊งกันเป็นแถบแบบแทบไม่มีเงื่อนไข Graham ได้สูญสินทรัพย์การลงทุนทั้งหมดไปในหายนะครั้งนั้น และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่เขาทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Columbia ยาวนานจนเกษียณเลย และมีลูกศิษย์หลายต่อหลายรุ่น และหนึ่งในนั้นคือ Warren Buffett คนหนุ่มนักลงทุนไฟแรงที่มาเรียนกับเขาในปี 1950 เมื่อเขาอายุได้ 56 ปี
 
.
 
ย้อนกลับหลังหายนะทางเศรษฐกิจ Graham ผู้ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเงินก็ได้ถูกเทียบเชิญไปให้ช่วยร่างกฎหมายเกี่ยวกับหลักทรัพย์ใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหายนะอีก กฎหมายที่ว่าคือ Securities Act of 1933 ซึ่งเป็นกฎหมายแรกระดับรัฐบาลกลางแรกของอเมริกาในการกำกับดูแลตลาดหุ้นทั้งหมด ซึ่งส่วนสำคัญที่ Graham ใส่เข้าไปในกฎหมายคือการบังคับให้บริษัทในตลาดหุ้นต้องเปิดเผยงบดุลทางการเงินที่ถูกตรวจสอบบัญชีอย่างถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินบริษัทได้อย่างเหมาะสม (ใช่ครับ ก่อนหน้านั้นบริษัทในตลาดหุ้นไม่จำเป็นต้องเปิดเผยงบดุลของตัวเอง)
 
.
 
การเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งใหญ่มากสำหรับตลาดหุ้น เพราะก่อนหน้านี้การประเมินสถานะทางการเงินของบริษัทจำนวนมากในตลาดหุ้นนั้นเป็นไปไม่ได้เลย นี่ทำให้ Graham เซ็งมากเพราะเขาใช้ “วิชา” ของเขาในการประเมินราคาหลักทรัพย์ไม่ได้เต็มที่ อย่างไรก็ดีต่อจากนี้ไป “วิชา” ของ Graham ก็พร้อมจะแผลงฤทธิ์แล้วในโลกใหม่ทางการเงินที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต้องโปร่งใสมากขึ้น
 
.
 
“วิชา” ของ Graham คือสิ่งที่เขาเอามาสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย จริงๆ Graham เป็นคนไม่ชอบเขียนหนังสือเท่าไร เขาจึงวางเงื่อนไขในการสอนว่าเขาต้องการให้มีคนจดบันทึกสิ่งที่เขาสอนเพื่อให้มาเป็นหนังสือในภายหลัง และสุดท้ายมันกลายมาเป็นหนังสือเล่มโตเกือบ 900 หน้านามว่า Security Analysis ที่ให้เครดิตว่าเขาเขียนออกมาร่วมกับ David Dodd (ผู้เป็นศิษย์เก่าของเขาที่กลายมาเป็นผู้ช่วยสอนผู้อาสาในการบันทึกคำสอนของเขา และสุดท้ายเพื่อนอาจารย์ของเขาต่อมา)
 
.
 
หนังสือเล่มนี้ออกมาในปี 1934 กลายมาเป็นเบสต์เซลเลอร์ขายได้เป็นล้านเล่ม และเป็นหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนระดับคลาสสิคจนทุกวันนี้ ซึ่งในภายหลัง Graham ก็ได้ย่อย “วิชา” ของเขาลงมาเองเป็นหนังสือ The Intelligent Investor ที่ออกมาในปี 1949 และบางกว่าเล่มแรกเยอะ ซึ่งสำหรับหนังสือเล่มนี้ Warren Buffett ก็พูดอยู่เสมอว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่เขาเคยอ่านมา (มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว)
 
.
 
จะสรุป “วิชา” ของ Graham ให้สั้นๆ แล้ว คือเขาน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่แยกระหว่าง “นักเก็งกำไร” กับ “นักลงทุน” ออกจากกัน โดยสิ่งที่เขาพยายามจะบอกคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดที่ผ่านมามันเป็นกิจกรรมแบบนักเก็งกำไรทั้งนั้น และสิ่งที่เขาจะสอนคือวิธีการเป็นนักลงทุน สำหรับ Graham นักเก็งกำไรคือพวกที่ซื้อหุ้นต่างๆ ด้วยการคาดเดาอารมณ์ของตลาดเป็นหลัก ไม่มีหลักการอะไรมากกว่านั้น นี่เป็นกิจกรรมที่ทำกันมาตลอดตั้งแต่อดีต แต่ในทางกลับกัน เขาคิดว่าสิ่งที่ “นักลงทุน” ควรจะเป็นคือการวิเคราะห์องค์ประกอบทุกอย่างที่หาได้ของหุ้นอย่างมีเหตุผลที่สุดเพื่อหา “มูลค่าแท้จริง” (intrinsic value) ของหุ้นนั้นๆ
 
.
 
Graham เชื่อว่าเราสามารถหามูลค่าแท้จริงของหุ้นได้จากการวิเคราะห์งบดุลทางการเงินของบริษัท ซึ่งมูลค่านี้ก็คือมูลค่าในระยะยาวของหุ้น การแกว่งไกวของราคาหลักทรัพย์ในระยะสั้นล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนที่เกิดจากนักเก็งกำไรในตลาดปั่นราคาหุ้นให้ขึ้นลง เพราะในระยะยาว ราคาหุ้นมันก็จะมุ่งไปสู่มูลค่าแท้จริงของหุ้น
 
.
 
และเป้าหมายในการวิเคราะห์ก็คือ ถ้าเราสามารถรู้ “มูลค่าแท้จริง” ของหุ้นได้ และเราเอามาเทียบกับราคาตลาดของหุ้นแล้วพบว่า มูลค่าแท้จริงมันสูงกว่าราคาตลาดไปมาก หุ้นตัวนั้นก็น่า “ซื้อ” เพราะในระยะยาวราคามันจะขึ้นไปสู่มูลค่าแท้จริงแน่ๆ ในทางกลับกันการรู้ “มูลค่าแท้จริง” ของหุ้น ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าหุ้นตัวหนึ่งมันมีมูลค่าต่ำกว่าราคาตลาดของหุ้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้เราก็ไม่ควรจะซื้อหุ้นตัวนั้น หรือถ้ามีอยู่ในมือควรจะ “ขาย” ทิ้งเสีย เพราะในระยะยาว ราคาตลาดมันจะตกลง และด้วยหลักการนี้เอง ในทางทฤษฎีจึงถือว่าการลงทุนนี้ “ไม่มีความเสี่ยง” เพราะเราคาดคะเนมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวของหลักทรัพย์ได้ทั้งหมด
 
.
 
นี่เองคือที่ Benjamin Graham สอนในมหาวิทยาลัยมาตลอดจนเกษียณและยึดถือไว้จนเขาลาโลกไปในวัย 82 ปี เมื่อปี 1976 แนวทางการลงทุนที่เขาบุกเบิกนี้ทุกวันนี้เรียกว่าแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investing) หรือบางทีก็จะเรียกย่อๆ ว่า “วีไอ” และแนวทางการวิเคราะห์ของเขาทุกวันนี้ก็ถูกเรียกว่า “การวิเคราะห์พื้นฐาน” (fundamental analysis) ซึ่งนักลงทุนระดับโลกที่ลงทุนตามแนวทางของเขาแล้วประสบความสำเร็จนอกจาก Warren Buffett ก็มีอีกนับไม่ถ้วน
 
.
 
...คงจะปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าการลงทุนไม่มีความเสี่ยง แต่อย่างน้อยๆ สิ่งที่ Benjamin Graham พิสูจน์ให้เราเห็นจากทั้งตัวเขาเองและบรรดาลูกศิษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกจำนวนมากก็คือ ความเสี่ยงที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นความเสี่ยงแบบเดียวกับการเล่นการพนัน มันมีศาสตร์บางอย่างที่จะลดความเสี่ยงนี้ลงได้อย่างมากมายมหาศาล และผู้ยึดมั่นในศาสตร์นี้ก็ทำธุรกิจการเงินจนเป็นเศรษฐีมาแล้วมากมาย
 
.
 
เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์ ภาพประกอบ: จิดา ลี้ไพบูลย์

 



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X