3,149 VIEWS

'Masayoshi Son' เจ้าพ่อนักลงทุน IT ผู้มีแผน 300 ปี

June 27, 2017


...ถ้าใครเคยไปเดินเล่นตามท้องถนนในเมืองใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น แบรนด์หนึ่งที่จะเห็นได้ทั่วก็คือ ‘SoftBank’ ซึ่งผมว่าร้อยทั้งร้อยถ้าไม่รู้จักมาก่อนก็คงคิดว่าเป็นธนาคาร แต่จริงๆ ไม่ใช่เลยครับ เพราะมันคือบริษัทด้านโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น โดยผู้ก่อตั้งและ CEO ของที่นี่ก็เป็นนักธุรกิจเอเชียที่ชาวโลกจับตามองที่สุดอีกหนึ่งนามว่า ‘Masayoshi Son’

 
Masayoshi Son


ชื่อของ Son ไม่ได้เป็นชื่อที่ติดตลาดแบบ Jack Ma ส่วนหนึ่งก็เพราะบริษัทที่เขาทำหลักๆ ไม่ใช่สินค้าสำหรับผู้บริโภคโดยตรง และเขาก็ไม่ใช่นักพูดที่ออกตระเวนพูดให้แรงบันดาลใจแบบ Jack Ma แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นนักธุรกิจชาวเอเชียที่ทรงอิทธิพลมากๆ จนถูกขนานนามว่า “Bill Gates แห่งญี่ปุ่น” อย่างไรก็ดีชีวิตการทำธุรกิจของเขาก็ไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไหร่ เขาเคยเป็นคนที่รวยอันดับ 2 ของโลกรองจาก Bill Gates ก่อนจะเสียทรัพย์สินไปในวันเดียวถึง 70 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เขาก็ยังสามารถลุกขึ้นยืนหยัด กลับมายิ่งใหญ่ทางธุรกิจได้อย่างสง่างามในที่สุด และทุกวันนี้เขาก็กลับมาเป็นนักลงทุนที่ทั้งโลกจับตามองอีกครั้ง ด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยีไปทั่วโลกพร้อมกับมีแผนยาวนานถึง 300 ปีให้กับบริษัท SoftBank ของเขา


เขามีความเป็นมาอย่างไร? ทำไมเขาถึงล้ม? และเขากลับมายิ่งใหญ่ได้อย่างไร? เรามาฟังกันดูครับ


กว่าจะมาเป็น SoftBank
Masayoshi Son เกิดในปี 1957 ที่เมือง Tosu ในจังหวัด Saga ของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในเกาะ Kyoshu ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ตอนเกิดเขามีชื่อว่า Son Jeong-ui ซึ่งเป็นชื่อเกาหลี เพราะครอบครัวของเขาเป็นคนเกาหลี (เขาเป็นรุ่นที่ 3) อย่างไรก็ดีเมื่อไม่นานมานี้ เขาก็เปลี่ยนมาใช้นามสกุลญี่ปุ่นเพื่อปรับตัวให้เขากับสังคมญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น 


ครอบครัวของเขาทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ และนั่นอาจทำให้เขาเป็นคนสนใจเรื่องธุรกิจมาแต่เด็ก ฮีโร่วัยเด็กของเขาคือ Den Fujita ซึ่งเป็นคนที่เริ่มแฟรนไชล์ McDonalds ในญี่ปุ่น ซึ่ง Son ในวัยเด็ก ก็ได้มีโอกาสเจอ Fujita และได้รับแรงบันดาลใจมาเต็มๆ โดยสิ่งที่ Fujita แนะนำ Son ในวัยเด็กคือให้เรียนภาษาอังกฤษและไปเรียนต่อที่อเมริกา


ราวๆ ปี 1973 เมื่อเขาอายุ 16 ปี ทางบ้านก็ได้ส่งเขาไปเรียนต่อที่รัฐ California สหรัฐอเมริกาโดยให้ไปอยู่กับญาติๆ ของเขา ซึ่งเป็นคนเกาหลีที่อพยพไปอเมริกา นี่ทำให้เขาจบมัธยมปลายพร้อมกับปริญญาตรีที่อเมริกา โดยเขาจบสาขาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย UC Berkeley ในปี 1980

Masayoshi Son ในวัยหนุ่ม สมัยเรียนอยู่ที่ UC Berkeley


ด้วยความที่เป็นคนมีหัวด้านธุรกิจ และตอนนั้นก็เป็นยุคแรกๆ ของเครื่องเกมพอดี ในระหว่างเรียนปริญญาตรี เขาเลยเกิดไอเดียนำเข้าเครื่องเกมจากญี่ปุ่น ให้ร้านอาหารและบาร์ต่างๆ ทางตอนเหนือของ California เช่าไปให้ลูกค้าเล่น แน่นอนว่า...ธุรกิจในวัยนั้นของเขา ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม 


แต่ Son ก็ไม่ใช่คนที่ชอบทำธุรกิจอย่างเดียวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขานี่แหละเจ้าแห่งโปรเจ็กต์ตัวจริงเสียงจริง ช่วงที่เรียนปริญญาตรีเขาอยากทำเครื่องแปลภาษา ซึ่งเขาก็มีไอเดียเสร็จสรรพว่าเขาจะตั้งตู้ให้บริการตามสนามบิน ให้นักท่องเที่ยวเช่าไปใช้ ทว่าเขาก็ไม่ใช่คนที่มีความรู้เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าสักเท่าไหร่ เขาเลยไปร่วมมือกับศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่ UC Berkley ในการสร้างเครื่องแปลภาษาต้นแบบออกมา


และสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้ผลิตดิกชันนารีอิเล็กทรอนิกส์ขนาดพกพาขึ้นมาและจดสิทธิบัตรเรียบร้อย อย่างไรก็ดีก่อนที่เขาจะนำมันไปทำการตลาดด้วยตัวเอง ทางบริษัท Sharp ก็สนใจเครื่องดังกล่าวและขอซื้อสิทธิบัตรไปด้วยราคา 423,000 เหรียญ ในปี 1979 ตอนที่ Son ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ


ว่ากันว่า...ตอนที่ Son เรียนจบ เขามีทรัพย์สินกว่าล้านเหรียญสหรัฐ ที่ได้มาจากธุรกิจให้เช่าเครื่องเกม และขายสิทธิบัตรเครื่องแปลภาษา ก่อนตัดสินใจแบกเงินก้อนนี้กลับมาญี่ปุ่นเพื่อก่อตั้ง SoftBank


กำเนิด SoftBank
ในปี 1981 Son ก็ได้ก่อตั้ง SoftBank ขึ้นมาโดยธุรกิจแรกที่บริษัททำคือการเป็นตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์ และในทศวรรษ 1980 เขาก็เริ่มพัฒนาระบบที่จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกใช้บริการโทรศัพท์ที่ถูกที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการโทรในประเทศหรือโทรออกนอกประเทศ ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มของการเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมต่อมา


ในปี 1994 ทาง Cisco บริษัทผลิตอินเทอร์เน็ตเราเตอร์ชื่อดัง ก็พยายามจะทำตลาดในญี่ปุ่น ในช่วงแรกที่อินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลาย Son ก็เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวบรวมบริษัทญี่ปุ่นจำนวน 14 บริษัท มาเพื่อเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกันตั้ง Cisco Nihon เพื่อนำสินค้าของ Cisco มาตีตลาดญี่ปุ่น


...และในปีเดียวกันนั้นเอง SoftBank ก็เข้าตลาดหุ้นญี่ปุ่นไปเรียบร้อยและยังเพิ่มทรัพย์สินให้กับ Son อย่างมหาศาล


และในปี 1996 Son ก็ได้ต่อรองกับทางยักษ์ใหญ่ Search Engine ยุคนั้นอย่าง Yahoo และสามารถตั้ง Yahoo Japan โดยทาง SoftBank เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้สำเร็จ สิ่งที่ Son ต่อรองคือ เขาไม่ต้องการให้ Yahoo ในญี่ปุ่นมีลักษณะแบบ “อินเตอร์” แต่เขาต้องการจะปรับทุกอย่างให้มันเป็นไปตามความต้องการของตลาดท้องถิ่น ผลก็คือ Yahoo Japan ทุกวันนี้ก็ยังเป็น Search Engine ที่ฮิตที่สุดในญี่ปุ่น ส่วน Yahoo อเมริกานั้นก็พ้ายแพ้ให้แก่ Google ไปนานแล้ว 


...ทุกวันนี้ Son ยังพูดอยู่เลยว่าถ้าตอนนั้น Yahoo ยอมไปเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทท้องถิ่นที่ จีน เยอรมัน อังกฤษ บราซิล ฯลฯ ป่านนี้ Yahoo ในประเทศต่างๆ ก็คงจะยิ่งใหญ่อย่าง Yahoo Japan ไปแล้ว


นักลงทุนผู้เดิมพันกับอนาคต
Son มีบุคลิกที่แตกต่างจากผู้บริหารญี่ปุ่นทั่วไปมาก และนั่นน่าจะส่งผลกับวัฒนธรรมองค์กรของ SolfBank ด้วย ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ Son เป็นคนที่เน้นทำอะไรฉับไว ชอบตัดสินใจแบบกล้าได้กล้าเสียกับอะไรที่ความเสี่ยงสูงๆ ซึ่งคล้ายกับพวกนักลงทุกระดับโลกอเมริกัน (จริงๆ เรื่องความกล้าเสี่ยงนี่ยิ่งกว่าด้วยซ้ำ) แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริหารและองค์กรญี่ปุ่นปกติทำกัน เพราะองค์กรใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น ปกติจะมีชื่อด้านความเชื่องช้าในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ เพราะทุกๆ อย่างในองค์กรจะเกิดการค่อยๆ ตกลงกันตั้งแต่ระดับบนสุดไปยังระดับล่างสุดเสมอ


นี่เป็นเหตุผลให้เขานำเงินของ SoftBank ที่ได้จากการประกอบการด้านโทรคมนาคมในญี่ปุ่นสารพัดไปลงทุนพวกหุ้นเทคโนโลยีในตลาดหุ้นอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่รู้จักกันภายหลังว่า Dotcom Boom


สำหรับ Son ถ้าจะเดิมพันกับอะไรสักอย่างก็ควรจะเป็นการเดิมพันกับอนาคต นี่เป็นจุดที่เขามีความชัดเจนมาก ว่าเขาแทบจะไม่ลงทุนกับอะไรนอกจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น


ผลคือตอนช่วงรุ่งเรืองสูงสุด SoftBank ที่ไปลงทุนให้หุ้นเทคโนโลยีในอเมริกาอย่างมหาศาล ทางบริษัทมีมูลค่าตลาดพุ่งขึ้นสูงถึง 180 ล้านเหรียญ และตัว Masayoshi Son เองก็มีสินทรัพย์สูงถึง 78 ล้านเหรียญ ซึ่งตอนนั้นเป็นรองแค่ Bill Gates เท่านั้น (ตอนนี้ถ้ามีเท่านี้จะเป็นรองแค่ Bill Gates, Jeff Bezos แห่ง Amazon และ Amancio Ortega แห่ง Zara เท่านั้น กล่าวคือรวยกว่า Warren Buffett อีก)


...แต่ก็อย่างที่รู้กันแล้วตอนนี้ Dotcom Boom นั้นไปจบในปี 2001 ด้วยการแตกของฟองสบู่ราคาหุ้นเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ผลคือมูลค่าของบริษัท SoftBank ลดลง 98% (อ่านไม่ผิดครับ เก้า-สิบ-แปด เปอร์เซนต์) ราคาหุ้นจากที่สูงถึง 198,000 เยน ก็ตกลงไปเป็น 1,542 เยน ในเวลา 2 ปี และสินทรัพย์ของ Son เองก็ลดลงไปกว่า 70 ล้านเหรียญ 


ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเชื่อกันว่า Son คือคนที่ “เจ็บหนัก” จากตลาดหุ้นที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยบันทึกมา เพราะก่อนหน้าเขา ไม่เคยมีใครทรัพย์สินลดขนาดนี้เพราะราคาหุ้นตกมาก่อน


การกลับมายิ่งใหญ่
หลังจากเจ็บสาหัสจากฟองสบู่ดอทคอมแตก สิ่งที่มาช่วยก็คือดีลธุรกิจจากปี 1999 กับคนหนุ่มชาวจีนสองคนที่จะหาทุนเปิดเว็บอีคอมเมิร์ซที่เมืองหังโจวประเทศจีน...คนหนุ่มจากจีนสองคนนั้นคือ Jack Ma และ Joseph Tsai สองผู้ก่อตั้ง Alibaba


ตอนนั้น Son คุยกับสองคนหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์ เขาไปกดเครื่องคิดเลขแล้วก็เสนอว่า เขายินดีที่จะซื้อหุ้น 30% ของบริษัทของคนหนุ่มทั้งสองด้วยเงิน 20 ล้านเหรียญ 


...และนี่ก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดจริงๆ เพราะ 15 ปีต่อมา ในปี 2014 เมื่อ Alibaba ได้เข้าตลาดหุ้นสหรัฐ มูลค่าตอนเข้าตลาดคือราวๆ 228,000 ล้านเหรียญ และหุ้น 30% ที่ SoftBank ซื้อมา 20 ล้านเหรียญตอนนั้นก็มีมูลค่าเพิ่มราวๆ 68,400 ล้านเหรียญเข้าไปแล้ว 


อาจกล่าวได้ว่า Alibaba นี่แหละทำให้ SoftBank ได้กลับมาสู่สังเวียนการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มภาคภูมิ


ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่า SoftBank แทบจะหายไปจากแวดวงเทคโนโลยีโลกในช่วงทศวรรษ 2000 ก่อนที่ Alibaba จะทำให้กลับมายิ่งใหญ่ แต่ SoftBank ก็กลับไปลุยในญี่ปุ่นเองในธุรกิจที่สร้างบริษัทมาแต่แรกอย่างโทรคมนาคม ในช่วงนั้นดีลที่ใหญ่ที่สุดคือการซื้อ Vodaphone Japan จากบริษัทแม่ที่เป็นบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ของอังกฤษในปี 2006 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น SoftBank Mobile และทำให้ SoftBank กลายมาเป็นผู้เล่นใหญ่ในตลาดมือถือของญี่ปุ่นอันใหญ่โตมโหฬารมาตั้งแต่นั้น


...และ SoftBank นี่แหละครับที่เอา iPhone ไปขายที่ญี่ปุ่นและสร้างรายได้ถล่มทลายให้กับบริษัท


สู่อนาคต
ชื่อของ Masayoshi Son กลับมาร้อนแรงอีกครั้งในแวดวงเทคโนโลยีโลก เพราะเขากำลังทำสิ่งที่เขาเคยทำเมื่อ 20 ปีก่อนอีกครั้ง ปัจจุบันนี้เขากำลังไล่ลงทุนและซื้อหุ้นบริษัทสายเทคโนโลยีไปทั่วโลก และเสน่ห์ในฐานะนักลงทุนของ Son ก็คือเขา “ไม่เคยเข็ด” เรื่องการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกับเทคโนโลยี และนี่คือคนที่เคยทำแบบนี้แล้วเสียทรัพย์สินไป 98% มาแล้ว


ถ้าจะให้สาธยายว่า Son ไปลงทุนหรือซื้ออะไรบ้างก็คงจะไม่หมด ไฮไลท์คือตอนนี้ SoftBank เป็นเจ้าของ ARM Holdings ซึ่งเป็นบริษัทเบื้องหลังเทคโนโลยีชิปประมวลผล (CPU) แบบที่จะไม่เกิดความร้อนสูง อันทำให้คอมพิวเตอร์ลดขนาดลงเป็นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในทุกวันนี้ กล่าวคือ ARM เป็นบริษัทที่แทบจะมีส่วนแบ่งรายได้จากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กทั้งหมดบนโลกนี้ เพราะทุกๆ เครื่องล้วนต้องมี CPU ทาง SoftBank ก็ซื้อ ARM มาตอนปลายปี 2016 นี่เอง  และจุดนี้เองโลกก็ตระหนักแล้วว่า... Masayashi Son เจ้าเก่ากลับมาแล้ว


นอกจากนี้ SoftBank ยังเป็นผู้ลงทุนใน Didi Xuching ซึ่งเป็นบริษัทจีนคู่แข่ง Uber และล่าสุดก็ยังไปซื้อบริษัทหุ่นยนต์ Boston Dynamics ต่อมาจาก Google อีก


...แต่นั่นก็คงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหม่ของ Son เท่านั้น เพราะล่าสุด Son ไปดีลกับทางรัฐบาลซาอุดิอาระเบียเศรษฐีน้ำมันแถบตะวันออกกลาง ให้มาร่วมตั้งกองทุนใหม่มูลค่า 100,000 ล้านเหรียญ เพื่อจะลงทุนด้านเทคโนโลยีล้วนๆ สำเร็จเรียบร้อยแล้ว (ซึ่งกองทุนนี้ก็จะมีทาง Apple มาร่วมหุ้นด้วย 1,000 ล้านเหรียญ)


แน่นอนว่ากองทุนนี้จะเป็นสิ่งที่น่าจับตามากๆ ในอนาคตเพราะมันจะเป็นแหล่งทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกและพร้อมกันนั้นมันก็จะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปทั่วโลกด้วย 


นี่เป็นเครื่องมือใหม่ในการเดิมพันกับอนาคตของ Son อย่างไรก็ดีพอกลับมาทาง SoftBank เอง ตัว Son ก็ให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะกับ Donald Trump ว่าทางบริษัทมีแผนจะมีงบลงทุนในอเมริกาถึง 50,000 ล้านเหรียญโดยจะมุ่งไปที่เหล่า Startup ด้านเทคโนโลยีตามสไตล์ที่เขาทำมาตลอด


...จริงๆ วิสัยทัศน์ของ Masayoshi Son ก็คล้ายๆ กับผู้มีวิสัยทัศน์คนอื่นๆ คือมองว่าภายในปี 2050 จะเกิดคอมพิวเตอร์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์แน่ๆ และตอนนั้นสมองมนุษย์ก็คงจะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เล็กๆ หลักหมื่นเครื่องเป็นปกติ 


นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ใครๆ ก็พูดกัน แต่ Son คงเป็นคนเดียวจริงๆ ที่พยายามจะ “ครองโลก” อนาคตใบนั้นโดยไปไล่ซื้อเทคโนโลยีสารพัดที่จะเป็นฐานให้กับโลกอนาคต และวิสัยทัศน์ของเขาก็ยืดยาวระดับที่เขาวางแผน 300 ปีให้กับ SoftBank ไว้แล้ว


...เราคงบอกไม่ได้ว่าชายวัย 59 ปีคนนี้จะอยู่ไปถึงเมื่อไรในเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้าแบบนี้ แต่เราคงจะมั่นใจได้พอสมควรว่าถ้าเขาอยู่ไปเป็นร้อยๆ  ปี เขาก็คงจะยังเป็นนักลงทุนที่เดิมพันกับอนาคตดังที่เขาได้เป็นมาตลอดในชีวิตที่ผ่านมาเป็นแน่


เขียน: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: ฉัตรลดา สอนนุช
อ้างอิง: ArstechnicaAtimes , Businessinsider , CNNEconomist , Fortune , Ft.com , Hottopics ,
Softbank
 



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X