6,248 VIEWS

'Kiyoshi Kimura' เคล็ดลับตำแหน่งเศรษฐีซูชิ

July 18, 2017


ท่านผู้อ่านเคยคุ้นๆ ข่าว “ปลาทูน่าที่แพงที่สุดในโลก” มั้ยครับ ถ้าคุ้นๆ น่าจะพอจำได้ว่าในภาพข่าวมีชายญี่ปุ่นร่างท้วมคนหนึ่งยืนแล่ปลาเด่นอยู่ในภาพ...ชายผู้นี้มีนามว่า Kiyoshi Kimura ผู้มีสมญานาม “ราชาปลาทูน่า” เพราะเขาเป็นผู้ประมูลได้ปลาทูน่าตัวที่ใหญ่ที่สุด ในเทศกาลประมูลปลาประจำปีใหม่ของตลาดปลา Tsukiji มาติดต่อกันหลายปี โดยตัวที่เขาประมูลไปในราคาที่แพงที่สุดคือตัวในปี 2013 มีราคาถึง 155.4 ล้านเยน (ประมาณ 46.5 ล้านบาท)


Kiyoshi Kimura กับปลาทูน่าที่เขาประมูลมาได้จากเทศกาลประมูลปลาประจำปีใหม่ปี 2013 ของตลาดปลา Tsukiji


ถ้าบางคนเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นก็อาจจะรู้สึกว่าหน้าเขาคุ้นๆ ซึ่งคุณก็จำไม่ผิดหรอกครับ เพราะเขาเป็นเจ้าของร้าน Sushizanmai ที่มีสาขาทั่วญี่ปุ่นร่วม 52 สาขา โดยมักจะอยู่ในย่านใหญ่ๆ ทั้งนั้นและหน้าร้านแต่ละสาขาก็มักจะมีรูปของเขาอยู่ หรือพูดง่ายๆ เขาก็เล่นบทบาทเป็นตัวมาสค็อตของร้านเองเลย ซึ่งรูปก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และรูปหน้าร้านรุ่นหลังๆ ก็จะเป็นรูปเขาถือปลาทูน่าตระหง่านอยู่หน้าร้าน

หน้าร้าน Sushizanmai


...Sushi เป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะแล้ว และก็ถือว่าเป็นอาหารราคาแพงมาตลอด พอเกิดซูชิรางที่ฮิตมาเมื่อ 30-40 ปีก่อน ก็เลยมีร้านซูชิราคาถูกขึ้น หลังจากนั้นในญี่ปุ่นร้านซูชิมันก็จะแบ่งเป็นสองเกรดเลยคือร้านซูชิรางแบบถูกๆ ที่ให้วัตถุดิบถูกๆ กับร้านซูชิแบบราคาแพงที่ใช้วัตถุดิบราคาแพงแบบแทบจะหลุดโลกไปเลย


Kiyoshi Kimura ผู้นี้แหละครับที่ไม่เห็นด้วยกับการแยกแบบนี้ เขาเห็นว่าคนควรจะได้กินของไม่แพงที่มีคุณภาพดีด้วย เลยเปิดร้าน Sushizanmai ขึ้นเพื่อตอบโจทย์ เท่านั้นไม่พอ เขายังฉีกกฎของร้านซูชิที่เคยเปิดปิดเป็นเวลาตลอด ด้วยการเปลี่ยนเป็นร้าน 24 ชม. ทุกวัน ทุกสาขา เพื่อให้คนที่ต้องการกินซูชิเมื่อไหร่ ก็จะได้กินตอนนั้น 


...และเขาทำอย่างนี้ด้วยเงินก้อนสุดท้าย ที่เหลือจากการขายกิจการที่เกือบล้มละลายเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เรียกว่าลามจากบ้านเราไปถึงญี่ปุ่น เรื่องของราชาปลาทูน่าผู้สู้ชีวิตคนนี้สนุกไม่ใช่เล่นครับ ลองไปดูกัน


จากความฝันสู่อีกความฝัน
Kiyoshi Kimura เกิดที่จังหวัด Chiba ในปี 1952 เขาโตมาในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวภายหลังสงครามโลกพอดี ความฝันในวัยเด็กของเขาคืออยากขับเครื่องบินรบ หลังจากเขาเรียนจบมัธยมต้น ในปี 1968 เขาในวัย 15 ปีก็ได้สมัครเข้าโรงเรียนของกองกำลังป้องกันตัวเอง ซึ่งเขาก็อดทนเรียนกว่า 2 ปี เพื่อจะสอบไปเรียนต่อในการเป็นนักบินของกองกำลังป้องกันตัวเองของญี่ปุ่น และเขาก็สอบผ่านในปี 1970 ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็มีความขวนขวายไปสมัครเรียนปริญญาตรีนิติศาสตร์ทางไปรษณีย์ กับมหาวิทยาลัย Chuo ในปี 1972


พอมาปี 1973 ในวัย 20 ปีความฝันในการเป็นนักบินเครื่องบินรบของ Kimura ก็ขาดสะบั้นลง เพราะเขาได้ประสบอุบัติเหตุทำให้เขามีปัญหาเกี่ยวกับตาและมีคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์การเป็นนักบินอีก แต่นี่ทำให้เขาตั้งใจมาเรียนนิติศาสตร์ต่อให้จบ


ในระหว่างเรียน เขาทำงานสารพัดไปด้วยเพื่อหาเงินจ่ายค่าเล่าเรียน  ซึ่งก็มีตั้งแต่เป็นเซลล์แมนขายสารานุกรม ไปจนถึงจ็อบเล็กๆ น้อยๆ สารพัด และสุดท้ายเขาก็ได้ไปเป็นลูกจ้างของ Taiyo Fisheries ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในยุคบุกเบิก และงานนี้ก็เป็นการเปิดโลกของเขาเกี่ยวกับธุรกิจอาหารทะเล ซึ่งทำให้เขาก็ได้พบกับความถนัดของเขา


จากผู้ประสบความสำเร็จสู่คนเกือบล้มละลาย
หลังจากเก็บเกี่ยววิชามาจากการทำงานและเรียนนิติศาสตร์จบในที่สุดใน ปี 1979 เขาก็ได้ตั้งร้าน Kimura Shoten ของตัวเองขึ้นมา โดยธุรกิจหลักของร้านก็เป็นการนำเข้าและส่งออกอาหารทะเลไปจนถึงการทำข้าวกล่อง


ธุรกิจเขาขยายตัวไปเรื่อยๆ ในปี 1985 เขาก็เลยตั้งบริษัท Kiyo Village ขึ้นมาในปี 1979 โดยตอนนี้ Kimura ก็มีธุรกิจในมือหลากหลายมาก เพราะเขาเป็นคนชอบทดลองอะไรใหม่ๆ นอกจากนำเข้าและส่งออกอาหารทะเลแล้ว เขายังไปเปิดร้านขายข้าวกล่อง ร้านคาราโอเกะ และร้านเช่าวีดีโออีก ธุรกิจเขาขยายตัวเรื่อยมา ...จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ


วิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 ที่ในไทยเรียก “วิกฤตต้มยำกุ้ง” นั้นส่งผลสะเทือนทางเศรษฐกิจไปทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะทางภาคการเงิน ในเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ธุรกิจจำนวนมากที่ต้องการยืนหยัดอยู่ไว้ก็ย่อมต้องทนแบกหนี้สินให้ได้ ตัว Kimura ก็เช่นกัน แต่ปัญหาคือธนาคารที่เขาไว้ใจมาโดยตลอดกลับไม่ให้กู้เงิน


...สุดท้ายเขาจึงต้องกัดฟันขายอาณาจักรธุรกิจอันกว้างขวางของเขาทิ้งไปทั้งหมดเพื่อใช้หนี้ และทำให้เขาเหลือเพียงแค่บริษัท Kiyo Village เปล่าๆ กับเงินเพียง 3 ล้านเยน หรือราวๆ 9 แสนบาทเท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ได้มากมายเลยในประเทศที่ค่าครองชีพระดับญี่ปุ่น


รางวัลของคนไม่ยอมแพ้
เมื่อเหลือเงินก้อนสุดท้ายไม่มาก เขามีโอกาสจะไปต่อได้ด้วยธุรกิจเดียวเท่านั้น และธุรกิจที่เขาเลือกก็คือ “ร้านซูชิ” ซึ่งแม้จะไม่ใช่ธุรกิจที่เขาเคยทำมาก่อน แต่ก็เกี่ยวพันกับธุรกิจถนัดของเขาอย่างการส่งออกและนำเข้าอาหารทะเลอย่างใกล้ชิด


เขาเปิดร้าน Kiyoshi Sushi ขึ้นไม่นานที่ตลาดปลา Tsukiji หลังจากเคลียร์เรื่องหนี้เสร็จ อย่างไรก็ดี ก็เป็นที่รู้กันว่าตลาดปลา Tsukiji นั้นเป็นโซนที่ร้านซูชิแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพราะที่นี่เป็นที่รวมของวัตถุดิบสดจากทะเลอันดับ 1 ของโลก และก็มีนักท่องเที่ยวมามากมายตลอด


...แล้ว Kimura ก็หาทางออกจนพบ


Kimura เห็นว่าร้านซูชิในญี่ปุ่นตอนนั้นแบ่งเป็นสองรูปแบบ แบบแรกคือร้านซูชิแบบดั้งเดิม ซึ่งปกติจะใช้ระบบที่เรียกว่า Okamase คือคนที่ไปกินจะไปนั่งหน้าบาร์โดยรู้ราคาที่ต้องจ่ายชัดเจน แต่จะไม่รู้ว่าจะได้กินอะไร เพราะระบบนี้เชฟจะเป็นคนเลือกทำซูชิให้ลูกค้าเอง ตามวัตถุดิบที่มีในแต่ละวัน ลูกค้าจะบอกได้แค่ว่าตนไม่กินอะไร แล้วเชฟจะเลือกให้จากที่ลูกค้ากินได้ (อาจฟังดูแปลกๆ แต่ร้านซูชิที่แพงๆ จะเป็นแบบนี้ครับ) การกินซูชิแบบนี้วัตถุดิบแน่นอนว่าชั้นหนึ่งทั้งนั้น แต่ปกติราคาจะแพงมากๆ (ถ้าจะยกตัวอย่างที่สุดขีด ร้าน Jiro Sushi นั้นคิดมื้อละ 30,000 เยนต่อหัว หรือราวๆ 9,000 บาท แบบยังไม่รวมภาษีด้วยซ้ำ) นี่นำมาสู่ด้านตรงข้าม นั่นคือร้านแบบที่สอง ร้านซูชิสายพานซึ่งจะขายซูชิราคาถูกใช้วัตถุดิบถูกๆ เท่านั้น แต่ข้อดีมันก็คือลูกค้าจะรู้ราคาของซูชิทุกชิ้นที่สั่งไปทั้งหมด และทำให้ราคาการกินซูชิต่อมื้ออยู่ในระดับหลักไม่กี่พันเยน ทำให้อิ่มโดยไม่กระเป๋าฉีกได้


Kimura เห็นว่าร้านทั้งสองแบบมีข้อดีของมัน แบบแรกวัตถุดิบดี แบบที่สองคือมีราคาบอกชัดเจนและราคาถูก ดังนั้นสิ่งที่เขาทำกับ Kiyoshi Sushi คือร้านซูชิที่ใช้วัตถุดิบในระดับดีหมด (ต่างจากร้านซูชิสายพาน) และมีขายตั้งแต่ราคาถูกยันแพง โดยทุกเมนูมีราคาบอกชัดเจน (ต่างจากร้านซูชิแบบดั้งเดิม)


...ผลคือร้านดังเป็นพลุแตก เปิดมาไม่นานคนก็ไปต่อแถวกินกัน


นี่ทำให้โซนร้านซูชิในตลาดปลา Tsukiji กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังมีอะไรใหม่ๆ และร้านอื่นๆ ก็ได้ประโยชน์ด้วย เหล่าพ่อค้าแถวนั้นก็เลยยิ่งกระตุ้นให้ Kimura ช่วยทำให้ Tsukiji กลับมาคึกคักกว่านี้หน่อย


Kimura ก็เลยยิ่งได้แรงบันดาลใจไปใหญ่ เขาเลยเอาคอนเซ็ปต์ร้านซูชิคุณภาพดี มีราคาบอกชัดเจนของ Kiyoshi Sushi มาเพิ่มให้เปิด 24 ชม. ไปด้วย เพราะเขาเล็งเห็นว่าร้านซูชิที่ตลาดปลา Tsukiji มักจะปิดกันเร็วๆ ทั้งนั้น และนักท่องเที่ยวก็มักจะมาช้า ส่วนตลาดปลาก็ประมูลปลาเสร็จตั้งแต่เช้ามืด สายๆ ตลาดก็วายแล้ว Kimura เห็นว่าเวลาอื่นๆ นักท่องเทียวก็มากันประปราย และไม่มีซูชิกินกัน ถ้าไม่มีเปิดแสตนด์บายสักร้านก็มาเสียเที่ยวพอดี เขาก็เลยเปิดมัน 24 ชม. ทุกวันไปซะเลย
ทั้งนี้การเปิดร้านซูชิ 24 ชม. เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะปกติจะมีปัญหาเรื่องการดูแลและขนส่งวัตถุดิบ แต่นี่คือจุดแข็งของ Kimura ที่อยู่ในธุรกิจนำเข้าและส่งออกอาหารทะเลมากว่า 30 ปีแล้ว มันเลยไม่มีปัญหา 


...และก็อย่างที่ผู้อ่านคงจะเดาถูก ร้านซูชิ 24 ชม. เจ้าแรกของญี่ปุ่นของ Kimura ก็คือ Sushizanmai นี่เอง และมันเปิดมาในปี 2001 และประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับ Kiyoshi Sushi


สู่ราชาปลาทูน่าผู้ใจดี
ความสำเร็จของ Sushizanmai ทำให้ Kimura อยากขยายสาขา แต่ปัญหาของเขา คือเขาหาเชฟซูชิที่มีคุณภาพได้ไม่พอ ในปี 2006 เขาเลยเปิดโรงเรียนซูชิ Kiyoshi Village ขึ้น โดยเชฟที่จะมาอยู่ร้านเขาต้องไปเรียนเป็นเวลา 2 ปีก่อนจะมาทำที่ร้าน และด้วยโรงเรียน Kiyoshi Village นี้เองเลยทำให้ Sushizanmai สามารถขยายสาขาไปทั่วญี่ปุ่น พร้อมรักษาคุณภาพร้านได้ในที่สุด


หลังจากร้านประสบความสำเร็จตัว Kimura ก็เริ่มมีเงินและในที่สุด เขาก็ไปร่วมประมูลปลาทูน่าประจำปีใหม่ของตลาด Tsukiji ที่เริ่มจัดตั้งแต่ปี 2008 เพื่อสร้างความคึกคัก และหลังจากเขาประมูลชนะมาได้หลายปี เขาก็เลยเป็นที่รู้จักในนามราชาทูน่าในที่สุด


...ว่าแต่เขาทำแบบนั้นไปทำไม?


สำหรับ Kimura คุณภาพวัตถุดิบคือเรื่องใหญ่ เขาประมูลปลาทูน่าให้ชนะทุกปีเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าร้านของเขาจะสรรหาของที่ดีที่สุด และลูกค้าก็ไม่ต้องห่วงเพราะเขาจะเอามันมาขายในราคาที่จับต้องได้ตลอด


แม้ว่าธุรกิจจะสำเร็จและไปได้ดีแล้ว Kimura ก็ยังคงความเป็นคนหัวใสอยู่ หลังจากเขาได้ดูข่าวที่ว่าประเทศโซมาเลียมีปัญหาโจรสลัดดักปล้นเรือสินค้า เขาก็เลยเกิดไอเดียบรรเจิดที่ค่อนข้างบ้าบิ่น นั่นคือเขาดิ่งตรงไปโซมาเลีย และพูดคุยกับโจรสลัดเหล่านั้น เขาพยายามเกลี้ยกล่อมให้เลิกปล้นเรือสินค้าเถอะ เพราะเขาจะจ้างให้เป็นชาวประมงเพื่อส่งปลามาให้ Sushizanmai และเขาก็ทำได้จริงๆ


...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่ถ้าดูสถิติแล้ว เขาเริ่มจ้างโจรสลัดโซมาเลียมาทำประมงตั้งแต่ปี 2012 หลังจากปีนั้น สถิติการปล้นเรือสินค้าในน่านน้ำก็ลดลงฮวบฮาบจนทุกวันนี้ แทบไม่มีเหลืออีกแล้ว 


แม้ว่าการลดลงของโจรสลัด ส่วนหนึ่งจะเกิดจากการตรวจตราน่านน้ำที่เข้มงวดขึ้นโดยความร่วมมือจากนานาชาติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกว่างานชาวประมงที่ Kimura เสนอให้อดีตโจรสลัดเหล่านั้น มันก็เป็นการเปิดทางเลือกของชีวิตให้สามารถมีทางหาเงินเลี้ยงชีพได้โดยสุจริต และพวกเขาก็ส่งปลามาให้ Sushizanmai นับแต่นั้น
...Kiyoshi Kimura ถ้าจะมองในระดับโลกก็ไม่ใช่คนร่ำรวยใหญ่โตอะไร แต่สิ่งที่เขาทำในชีวิตได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายอย่าง ทั้งในทางการประกอบธุรกิจและชีวิตผู้คน และราชาปลาทูน่าผู้ใจดีหน้าตายิ้มแย้มคนนี้ก็คงจะทำสิ่งที่เขาถนัดเหล่านี้ต่อไป

ภาพจากวีดีโอโปรโมทร้าน Sushizanmai (https://youtu.be/Ky-PyVkakRk)


เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: ฉัตรลดา สอนนุช
อ้างอิง:  japantimes , kiyomura , munchies.vicesushiyahoo , yomiuri



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X