758 VIEWS

'Evan Spiegel' Snapchat ผู้ต้าน Facebook จนได้ดี

August 08, 2017


ในโลกที่ Facebook กลายมาเป็น Social Network ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก หลังจากเอาชนะ Myspace ไปได้อย่างราบคาบก็แทบไม่มีใครคิดแล้วว่าจะมีเว็บหรือแอปฯ อื่นมาอาจหาญต่อสู้กับ Facebook ได้
    

...แต่แล้วมันก็มีแอปฯ หนึ่งโผล่พรวดมาในปี 2011 ด้วยความคิดในการทำ Social Network ที่ต่างจาก Facebook โดยสิ้นเชิงและก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แอปฯ ที่ว่าคือ Snapchat
    

ไอเดียพื้นฐานของ Snapchat ต่างจาก Facebook โดยสิ้นเชิง ถ้า Facebook เป็นเรื่องของการสร้างไทม์ไลน์และการบันทึกความทรงจำไว้ชั่วนิรันดร์บนอินเทอร์เน็ต Snapchat คือการต่อต้านการจารึกสิ่งใดๆ เอาไว้บนโลกออนไลน์ โดยมันให้บริการส่งรูปภาพและข้อความที่จะทำลายตัวเองภายในไม่กี่วินาทีหลังเปิดดูในหมู่เพื่อนๆ ของผู้ส่ง
    

วิธีคิดของ Snapchat อาจเรียกได้ว่าต่างจาก Facebook แบบที่คนใช้ Facebook น่าจะเข้าใจได้ยากมากๆ แต่ผลคือ Snapchat ดังระเบิดในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เป็น Gen Y ตอนปลายๆ และ Gen Z ซึ่งเป็นคนที่โตมากับการเห็นแล้วว่าภาวะที่ “เมื่อมันขึ้นไปอยู่บนอินเทอร์เน็ต มันจะคงอยู่ไปตลอดกาล” และมันสามารถทำลายชีวิตของคนได้ขนาดไหน
    

และในเดือนมีนาคม 2017 บริษัท Snapchat (ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเหลือแค่ Snap แล้ว) ก็ได้เข้าตลาดหุ้น และส่งผลให้ CEO และผู้ก่อตั้งได้กลายมาเป็นเศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดในโลก
 

...และชายผู้นั้นคือ Evan Spiegel นี่เอง เรามารู้จักเรื่องราวของเขากันครับ

Evan Spiegel


กว่าไอเดียจะเกิด
Evan Spiegel เกิดในปี 1990 ที่กรุง Los Angeles รัฐ California เขาเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างมั่งมี พ่อและแม่ของเขาเป็นทนายที่มีชื่อเสียงและมีรายได้มากมาย บ้านที่เขาอยู่ในวัยเด็กมีมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท ในนั้นมีรถหรูถึง 5 คัน เขาโตมาพร้อมกับประสบการณ์มากมายตั้งแต่ท่องเที่ยวรอบโลก ไปจนถึงการทำการกุศลแบบคนรวย อย่างไปสร้างบ้านให้คนจนที่เม็กซิโก บ้านเขาน่าจะเรียกว่ามีฐานะดีทีเดียว เพราะเขาก็ขอรถพ่อแม่ขับตั้งแต่ยังเล็ก กว่าจะโตไปถึงมหาวิทยาลัย เขาก็มีรถที่พ่อแม่ซื้อให้ขับถึง 3 คัน ซึ่งภายหลังพ่อแม่เขาหย่าร้างกันทั้งสองก็ยังสนับสนุนเขาตลอด โดยเขาก็อยู่กับพ่อและแม่สลับกันไป
    

เขาเข้าเรียนมัธยมปลายที่ Crossroad School of Art and Design ซึ่งเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาชื่อดังสำหรับสาขาการออกแบบ พร้อมไปเข้าคอร์สด้านการออกแบบที่วิทยาลัยด้านศิลปะชั้นนำสารพัด สุดท้ายเขาก็เข้าเรียนด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์สถาบันการศึกษาเดียวกับพ่อซึ่งก็คือมหาวิทยาลัย Stanford 
    

Spiegel เป็นนักปาร์ตี้และนักเข้าสังคมตัวยง โดยเขามีแววมาตั้งแต่มัธยมปลายแล้ว (ซึ่งหลายครั้งพ่อของเขาต้องไปเคลียร์เรื่องให้ในศาลเวลาปาร์ตี้ของเขาเลยเถิด) และก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็เคยไปฝึกงานกับบริษัท Red Bull โดยรับหน้าที่จัดปาร์ตี้ให้บริษัท และชีวิตหนุ่มสังคมชอบเข้าปาร์ตี้ ของเขาก็ทำให้เขาได้เป็นประธานฝ่ายสังคมของบ้าน Kappa Sigma (ในการศึกษาปริญญาตรีมหาวิทยาลัยในอเมริกามันจะมีระบบ “บ้าน” คล้ายๆ “กลุ่ม” หรือ “โต๊ะ” ที่พบในระดับปริญญาตรีบ้านเรา ความต่างคือ “บ้าน” ของมหาวิทยาลัยในอเมริกาจะมีลักษณะแบบข้ามคณะ หรือกระทั่งข้ามมหาวิทยาลัย และจะมีลักษณะเป็นคล้ายๆ สมาคมลับที่มีการรับน้องแบบเถื่อนๆ)
    

และในบ้าน Kappa Sigma นี่เองที่เขาพบกับ “ผู้ก่อตั้ง” Snapchat คนอื่นๆ


กำเนิด Snapchat
ในบ้าน Kappa Sigma ที่มีแต่ผู้ชาย ก็ย่อมมีการคุยกันเรื่องผู้หญิงเป็นปกติ และมันก็มีคนที่เสนอความคิดว่าจริงๆ การที่ผู้หญิงไม่กล้าส่งรูปวาบหวิวมาให้ผู้ชายเท่าที่ควร มันเป็นเพราะแอปฯ พวกส่งข้อความในตอนนั้นเวลาส่งรูปไปมันก็ค้างอยู่ที่ปลายทางแบบนั้น จะไปลบก็ไม่ได้ ดังนั้นใครมันจะไปส่งให้คนที่ไม่รู้จักมักคุ้น เพราะรูปมันจะกระจายไปแน่ๆ และก็คงจะไม่มีใครอยากมี “ภาพหลุด” ดังนั้นทำไมเราไม่ทำแอปฯ ที่จะลบรูปโดยอัตโนมัติหลังจากผู้ได้รับได้ดูแล้วและทำให้รูปอันตรธารหายไปตลอดกาลกันล่ะ? ถ้ามีแอปฯ แบบนี้ คนก็จะกล้าส่งรูปวาบหวิวกันมากขึ้น
    

Spiegel ฟังแล้วก็เกิดไอเดียทันที แต่เขาคิดไปไกลกว่าเรื่องการส่งภาพวาบหวิว เขาคิดถึงประสบการณ์ของการ “พูดคุย” กันแบบไม่ต้องคิดอะไรที่หายไปจากประสบการณ์บนโลกอินเทอร์เน็ตที่ตอนนั้นคนรุ่นใหม่ทุกคนเริ่มระวังกันหมดแล้วเพราะทุกสิ่งที่ “เขียน” ไปออนไลน์บนเว็บไซต์อย่าง Facebook นั้นก็มีธรรมชาติที่จะอยู่ไปตลอดกาล และจะย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองเมื่อไรก็ไม่รู้ หรือเวลาส่งข้อความไปก็ไม่รู้จะถูกแคปไปหรือไม่ ดังนั้นทุกคนจึงสื่อสารอย่างระวังและระแวงกันหมด มันไม่มีพื้นที่ของการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติอย่างการพูดคุยกันต่อหน้าบนโลกออนไลน์ และเขาก็ต้องการให้พื้นที่แบบนี้กลับมา
    

เมื่อไอเดียเข้าท่าก็ต้องผลักดันกันต่อ ในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนของปี 2011 Evan Spiegel ในวัย 20 ปี พร้อมกับเพื่อนร่วมบ้านอีกสองคนซึ่งก็คือ Reggie Brown ผู้โพล่งไอเดียแอปฯ ส่งรูปที่สามารถทำลาย (รูป) ตัวเองได้ และ Bobby Murphy ผู้พยายามหาไอเดียทำ Startup มาสักพักแล้ว ก็ง่วนกันพัฒนาแอปฯ ที่ต่อมาจะกลายมาเป็น Snapchat ในบ้านพักของพ่อ Spiegel

จากซ้ายไปขวา: Reggie Brown, Bobby Murphy และ Evan Spiegel

    
สามคนนี้ทุกวันนี้ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ร่วมก่อตั้ง” Snapchat ในทุกวันนี้ และมันก็เป็นทีมเล็กๆ ที่มีประสิทธิภาพทีเดียวเพราะ Evan Spiegel เป็นคนเรียนด้านออกแบบ Reggie Brown เรียนด้านวรรณคดีอังกฤษแต่มีความรู้ด้านกฎหมาย และ Bobby Murphy ก็เรียนด้านคอมพิวเตอร์ ดังนั้นตอนนี้ทีมก็มีทั้งคนออกแบบหน้าตาให้แอปฯ ดูน่าใช้ คนเขียนเงื่อนไขผู้ใช้ให้แอปฯ  และคนที่จะเขียนโปรแกรมแอปฯ ออกมาแล้ว
    

และสุดท้ายแอปฯ ก็ออกมาสู่สายตาชาวโลกในปี 2011 โดยมีโลโกของแอปฯ เป็นผีที่กลายมาเป็นโลโก้บริษัททุกวันนี้ ซึ่งก็น่าจะสื่อถึงธรรมชาติอันเฉพาะตัวของ Snapchat ที่ส่งภาพส่งไปแล้วก็จะหายไปเหมือนผี และคำนิยามมันก็ขยายไปเรื่อยๆ ในหมู่วัยรุ่นแบบปากต่อปาก

โลโก้ของ Snapchat


ตัวอย่างฟังก์ชั่นต่างๆ ของ Snapchat ในปัจจุบัน


ความขัดแย้ง
เมื่อ Snapchat ออกมา และค่อยๆ ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า Spiegel ก็ย่อมกลัวคนทำของเลียนแบบออกมา ทางทีมเลยมอบหมายให้ Reggie Brown ที่เป็นฝ่ายกฎหมายของทีม เตรียมยื่นจดสิทธิบัตรของแอปฯ 
    

ปัญหาคือ Brown มีความรู้สึกตลอดว่าตัวเองมีบทบาทน้อยมากในหมู่ผู้ก่อตั้ง และก็รู้สึกไม่มั่นคงในสถานะของตนเพราะบริษัทตั้งขึ้นมาแบบไม่มีลายลักษณ์อักษรใดๆ เขาก็เลยพยายามถ่วงดุลอำนาจด้วยการใส่ชื่อเขาเป็นคนแรกในสิทธิบัตรและใส่ชื่อ Spiegel เป็นคนสุดท้าย แน่นอนว่า Spiegel ก็รู้แล้วว่ามัน “เกิดเรื่องแล้ว”
    

พอ Spiegel พยายามจะส่ง Bobby Murphy เป็นคนกลางไปเคลียร์กับ Brown ว่ามันเกิดอะไรขึ้น Brown ก็มีจุดยืนที่ชัดเจนมากว่าเขาต้องการหุ้นของบริษัท Snapchat 30% เพราะเขาเป็นคน “ออกไอเดีย” ที่ทำให้เกิดแอปฯ นี้มาแต่แรก และแน่นอน Spiegel ไม่ยอม สุดท้ายทางฝั่ง Evan Spiegel และ Bobby Murphy ก็เปลี่ยนพาสเวิร์ดต่างๆ ในระบบหลังบ้านของ Snapchat จนหมดทำให้ Brown ไม่สามารถเข้าถึงได้ดังเดิม และ Brown ก็โต้กลับโดยการขู่ว่าจะฟ้องทั้งคู่
    

...ในที่สุดเขาก็ฟ้องในปี 2013
    

อย่างไรก็ดี เนื่องจากไม่มีการทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรมาแต่แรก Brown ก็แทบไม่มีน้ำหนักในการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่ออ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ 1 ใน 3 เหนือบริษัทเลย เพราะแม้แต่ทนายที่เข้าจ้างซึ่งมีเชี่ยวชาญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญายังยืนยันเลยว่า “ความคิด” เป็นสิ่งที่ไม่มีทรัพย์สินทางปัญญากำกับ มันเป็นของสาธารณะ เขาพูดแสดงความคิดอะไรออกมามันไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเจ้าของมัน


...สุดท้ายหลังจากการต่อรองกันหลายรอบ เขาก็ตกลงเอาค่ายอมความที่ราว 157 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมสิทธิในการได้เครดิตเป็น “หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Snapchat”


โตอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าจะมีปัญหาภายในไม่ต่างจาก Facebook แต่ Snapchat ก็โตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านฐานของผู้ใช้และฟังก์ชั่นของแอปฯ และดีไซน์ที่ก้าวล้ำ ซึ่งทุกอย่างมันลึกลับขนาดพนักงานยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังพัฒนาอะไรอยู่จนกว่ามันจะออกมา และนี่ก็น่าจะเป็น Mentality ของ Evan Spiegel เลยที่ตอบโจทย์ทั้งต้องการความเป็นส่วนตัวและความลับตั้งแต่การทำแอปฯ ไปจนถึงการพัฒนาแอปฯ 
    

Snapchat โตขนาดไหน ขนาดทำให้ Facebook ร้อนๆ หนาวๆ จนในปี 2013 Mark Zuckerberg มาขอซื้อบริษัท ด้วยเงินถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ Spiegel ก็ปฏิเสธไปอย่างไม่มีเยื่อใย เพราะตอนนั้นมีเงินทุนจากสารพัดแหล่งมาเต็มไปหมดประสา Startup อยู่แล้ว และ Spiegel ก็คิดว่าบริษัทมันจะโตจนมูลค่ามากกว่านั้น
    

แล้วเขาก็คิดไม่ผิด เพราะหลังจากนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นและเปิดขายหุ้นบริษัทสู่สาธารณะเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2017 มูลค่าของบริษัทก็อยู่ที่ 24,000 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ Evan Spiegel ได้กลายมาเป็นเศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดในโลกในชั่วข้ามคืน
    

...ส่วนทาง Facebook ก็เป็นที่รู้กันว่าหลังจากซื้อ Snapchat ไม่ได้ก็พยายามจะ “เลียนแบบ” ฟังก์ชั่นสารพัดตามที่ Snapchat มีและเพิ่มมาบน Instagram
    

ซึ่งพอคนถามว่า Spiegel คิดยังไงกับการที่ Facebook ทำแบบนี้ เขาก็ตอบอย่างคมคายว่า “Yahoo ก็มีช่องเสิร์ชเหมือนกับ Google นะครับ”
    

ทุกวันนี้ Spiegel ผู้เป็น CEO ของ Snapchat ก็มีชีวิตดีๆ เขาเพิ่งแต่งงานกับนางแบบ Victoria’s Secret อย่าง Miranda Kerr ไปในเดือนพฤษภาคม 2017 และอยู่ด้วยกันในบ้างหลังหรูที่ซื้อต่อมาจากดาราฮอลลีวูดอย่าง Harrison Ford
    

...ชีวิตดูจะดีไปหมดเลยสำหรับ Spiegel ซึ่งเขาก็ตระหนักตรงนี้มานานแล้ว เขาเคยพูดในงานประชุมครั้งหนึ่งว่า “ผมเป็นคนขาวที่อายุน้อยและมีการศึกษา แล้วผมก็เป็นคนโชคที่ดีมากๆ ด้วย และชีวิตมันก็ไม่แฟร์นักหรอกครับ”


เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์
อ้างอิง: businessinsiderlaweeklymirror.co.uktechcrunch



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X