841 VIEWS

'Alex Ferguson' Brand นี้โคตรโหด

September 06, 2017

ในกีฬาประเภททีม ผู้ที่มีบทบาทสำคัญกับชัยชนะของทีมไม่น้อยไปกว่าบรรดาสมาชิกของทีมก็คือผู้จัดการทีม ซึ่งเอาจริงๆ ในบรรดาผู้จัดการทีมกีฬาต่างๆ ผู้จัดการที่น่าจะมีชื่อเสียงที่สุดก็น่าจะเป็นบรรดาผู้จัดการทีมฟุตบอล 
    

และในบรรดาผู้จัดการทีมฟุตบอล บุคคลที่น่าจะถือว่าเป็นสุดยอดผู้จัดการทีมตลอดกาลคนหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้น Alex Ferguson อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ทุกวันนี้เป็น “ท่านเซอร์” ไปแล้ว 
ผู้จัดการทีมฟุตบอลคนหนึ่งมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? เรามาลองรู้จักเรื่องราวของเขากันครับ

Alex Ferguson


ในวัยเด็ก
Alex Ferguson ลืมตามาดูโลกในปี 1941 ที่สงครามโลกครั้งที่สองยังดำเนินอยู่เลย เขาเกิดมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานแท้ๆ เลยในสก็อตแลนด์ที่เมืองกลาสโกว์ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของสก็อตแลนด์ และงานของพ่อเขาก็คือช่างต่อเรือ
    

Ferguson ก็เหมือนเด็กชนชั้นแรงงานจำนวนมาก วิถีในการไต่เต้าไปสู่การมีชีวิตดีๆ นั้นย่อมไม่เหมือนชนชั้นกลางที่จะต้องเรียนดีๆ ทำงานดีๆ แต่เป็นวิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับชนชั้นแรงงานกว่า และสำหรับเขามันคือการเตะฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาที่เขาทำได้ดี นี่เป็นเหตุผลให้ Ferguson เรียนจบแค่ระดับมัธยมปลายในโรงเรียนแถบท้องถิ่นเท่านั้น ก่อนไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัว
    

เขาเริ่มอาชีพนักฟุตบอลในวัย 16 ปีโดยการเป็นนักฟุตบอลสมัครเล่นในทีมเยาวชนของสโมสรควีนส์ปาร์ค ซึ่งในตอนนั้นควีนส์ปาร์คเป็นทีมที่แพ้บ่อยมากๆ แต่เขาก็มักจะเป็นคนที่ทำประตูได้ในตอนที่ทีมแพ้หลุดลุ่ย หรือเป็นดาวซัลโวของทีมแพ้นั่นเอง
    

หลังจากควีนส์ปาร์ค Ferguson ก็เตะบอลให้กับหลายต่อหลายทีมในฟุตบอลลีกของสก็อตแลนด์ และค่อยๆ สร้างชื่อในฐานะดาวซัลโวคนหนึ่งของลีกสก็อตช่วง 1960’s จนตอนที่เขาย้ายไปทีมแรนเจอร์ในปี 1967 ค่าตัวเขาอยู่ที่ 65,000 ปอนด์ ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นค่าตัวที่สูงในประวัติการณ์แล้วสำหรับการย้ายทีมในลีกสก็อต  อย่างไรก็ดีไม่นานเขาก็ย้ายทีมอีก และสุดท้ายเขาก็เตะให้กับทีมแอร์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายก่อนปิดจากอาชีพนักเตะไปในปี 1974 ด้วยวัย 32 ปี


สู่ชีวิตผู้จัดการทีม
หลังจากเลิกเตะฟุตบอล Ferguson ในวัย 32 ปีนี้เองก็เริ่มทำงานเป็นผู้จัดการทีมทันที และแม้ว่าทีมแรกที่เขาเป็นผู้จัดการคือทีมอีสต์สเตอร์ลิงเชียร์ (ซึ่งเป็นทีมในลีกสก็อตแลนด์เหมือนกัน) ตอนนั้นยังไม่มีคนเล่นเป็นโกลด้วยซ้ำ แต่เขาก็ถือว่าเป็นผู้จัดการทีมที่อายุน้อยมากๆ ที่ได้มาเล่นบทบาทนี้
    

...และชื่อเสียงความเจ้าระเบียบอันเป็นตำนานเล่าขานของเขาก็เริ่มจากตรงนั้นเอง ศูนย์หน้าของทีมในยุคนั้นถึงกับเล่าว่า Ferguson เป็นคนไม่กลัวใคร แถมเขาก็เป็นคนที่มีออร่าความน่ากลัวตั้งแต่แรกพบ และเขาก็น่ากลัวจริงๆ ซึ่งความน่ากลัวน่าเกรงขามนี้คือเหตุผลที่ทำให้เขาเอานักเตะอยู่หมัด ทั้งๆ ที่ช่วงแรกๆ วัยวุฒิของเขายังไม่เท่าผู้จัดการทีมทั่วๆ ไป
    

หลังจากอยู่อีสต์สเตอร์ลิงเชียร์ไม่ถึงปี เขาก็ย้ายมาเป็นผู้จัดการทีมเซนต์เมอร์เรน 4 ปี แล้วค่อยๆ สร้างชื่อเสียงมาเรื่อยๆ จากนั้นก็ย้ายมาเป็นผู้จัดการทีมอาเบอร์ดีนเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งตอนนั้นเขาก็มีเชื่อเสียงมากๆ ในฐานะของผู้จัดการทีมที่เข้มงวด ส่วนสิ่งที่สร้างชื่อเสียงกระฉูดให้กับเขาก็คือในปี 1983 เขาได้นำทีมอาเบอร์ดีนคว้าที่ 1 ของพรีเมียร์ลีกสก็อต ค้วาที่ 1 ยูโรเปี้ยนคัพวินเนอร์คัพ และที่ 1 ยูโรเปี้ยนซูเปอร์คัพ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยของทีมจากสก็อตแลนด์ที่ไปชนะทีมสโมสรใหญ่ๆ ของยุโรปอย่างบาเยิร์นมิวนิค หรือเรอัลมาดริดได้
    

ตอนนั้น Ferguson ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมบอลชั้นนำของยุโรปแล้ว เขาได้เป็นผู้จัดการทีมชาติสก็อตแลนด์อยู่พักหนึ่งด้วย อย่างไรก็ดีก้าวต่อไปในหน้าที่การงานของเขาก็คือก้าวที่ทำให้เรารู้จักเขาทุกวันนี้ มันคือการเป็นผู้จัดการทีมแมนยูฯ


ผู้นำแมนยูฯ สู่แชมป์
ในปี 1986 Ferguson ในวัย 45 ปีที่กำลังเป็นผู้จัดการทีมที่ฮอตสุดๆ ก็ได้รับการติดต่อทาบทามจากสโมสรฟุตบอลชั้นนำมากมาย แต่ทีมที่เขาเลือกมาเป็นผู้จัดการกลับเป็นทีมที่ไม่ได้แชมป์มาจะ 20 ปีแล้ว (หรือได้แชมป์ครั้งล่าสุดตอน Ferguson ยังเป็นนักบอลอยู่เลย) และตอนนั้นก็ตกอันดับอยู่ท้ายตาราง ซึ่งทีมนั้นก็คือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
    

นี่นับเป็นก้าวใหม่ของ Ferguson ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาเตะฟุตบอลและเป็นผู้จัดการในสก็อตแลนด์ซึ่งเป็นบ้านเกิดเขามาตลอด นี่เป็นก้าวแรกของการมาเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลในอังกฤษ และแน่นอนเขาก็เอาความเฮี้ยบอันมีชื่อเสียงของเขามาบริหารแมนยูฯ ด้วย ซึ่งตัวเขาก็ปวดกบาลเช่นกันเพราะนักเตะหลายๆ คนก็ขี้เมาสุดๆ เรียกได้ว่าเป็น “มวยถูกคู่”
    

สมัยนั้นแมนยูฯ ยังไม่ใช่ทีมชั้นนำแบบทุกวันนี้ Ferguson หรือ “Fergie” ก็ต้องเข็นทีม เข็นแล้วเข็นอีก โดยในช่วงแรกๆ ทีมก็ยังแพ้ยับอยู่หลายปี หนักสุดคือในปี 1989 ที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพ่ายแพ้ให้แก่ทีมคู่อริร่วมเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ถึง 1 ต่อ 5 
    

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้แฟนๆ ทีมแมนยูฯ เกลียด Ferguson มากและถึงกับเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการทีมไล่เขาออกเพราะเขามาคุมทีมได้ 3 ปีแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น แต่ทางคณะกรรมการก็ปฏิเสธไม่ยอมไล่เขาออก 
    

เมื่อ Ferguson มีโอกาสได้ทำหน้าที่ เขาก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของเขาต่อโดยการค่อยๆ ซื้อตัวนักเตะดีๆ สารพัดมาไว้ที่ทีมแมนยูฯ และจุดเปลี่ยนผันของทีมที่สำคัญก็คือตอนเขาไปซื้อ Eric Cantona ศูนย์หน้าดาวซัลโวชาวฝรั่งเศสจากทีมลีดส์ยูไนเต็ดมาร่วมทีมในซีซั่น 1992-1993


...และแล้วแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกสุดในฤดูกาลปี 1992-1993 (ก่อนหน้านี้ลีกสูงสุดของอังกฤษจะเรียกว่าดิวิชั่นหนึ่ง เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีกในตอนนั้น) ก็ตกเป็นของแมนยูฯ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่แมนยูฯ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และทุกวันนี้เราก็รู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ครั้งสุดท้าย


ผู้เกษียณอายุอย่างสง่างาม
แมนยูฯ ภายใต้การนำของ Alex Ferguson กลายมาเป็นทีมฟุตบอลชั้นนำของโลกอย่างสมบูรณ์ เขาได้สร้างนักเตะชั้นนำมามอบให้กับวงการฟุตบอลโลก และก็ซื้อนักเตะชั้นนำสารพัดมาเล่นให้ทีมเต็มไปหมด ซึ่งทีมแมนยูฯภายใต้การนำของ Ferguson ก็ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปถึง 13 ครั้ง รวมไปจนถึงถ้วยรางวัลสารพัดจากการแข่งขันบอลสโมสรต่างๆ
    

ในที่สุด Ferguson ประกาศเกษียณพร้อมสิ้นสุดการเป็นผู้จัดการทีมแมนยูฯ ในปี 2013 และแน่นอนว่าในซีซั่นสุดท้ายที่เขาเป็นผู้จัดการ แมนยูก็ได้แชมป์ครั้งที่ 13 ภายใต้การนำของเขาราวกับเป็นการสั่งลา
    

ซึ่งตอนเกษียณ Ferguson ในวัย 72 ปีก็เป็นที่นับหน้าถือตาอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกแวดวงฟุตบอลไปแล้วเรียบร้อย ในฐานะของผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ถือว่าเก่งที่สุดคนหนึ่งที่โลกเคยมีมา เขาได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็นอัศวินจากทางราชสำนักอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1999 (ก็เลยมีคำนำหน้าชื่อเป็น Sir) และตอนหลังเขาเกษียณก็มีการพยายามจะบรรจุชื่อของเขา ให้เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสภาขุนนางของอังกฤษอันเป็นสมาชิกตลอดชีพอันทรงเกียรติ ซึ่งถ้าเขาได้เป็นเขาก็จะเป็นคนแรกของวงการฟุตบอลที่จะไปได้นั่งในสภานี้
    

...แล้ว Ferguson นั้นทำอะไร เขาถึงได้รับการยอมรับเช่นนี้ มันมีอะไรมากกว่าการทำทีมที่กำลังตกต่ำให้กลายเป็นอภิมหาแชมป์ของลีกอังกฤษ?
    

แน่นอนว่าเขามีความเข้มงวดตามคำร่ำลือ แต่ความเข้มงวดของเขานั้นก็เป็นไปโดยเน้นประสิทธิภาพและสม่ำเสมอเป็นหลัก นักเตะแมนยูฯ จะโด่งดังแค่ไหน Ferguson ก็ไม่ไว้หน้า ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นนักเตะยิ่งใหญ่มาจากไหน ผิดกฎก็ต้องโดนทางสโมสรปรับเงินเหมือนกัน เล่นไม่ดีในสนามก็ต้องติให้รู้ชัดๆ แต่ก็จะติแค่ตรงจุดนั้น ไม่เอาอดีตที่ผ่านมามาติ และก็ไม่เอาที่ตินี้ไปติในอนาคต พร้อมกันนั้นหากนักเตะทำดีก็ต้องชมว่า “ดีมาก” เสมอ 
    

...แต่เหนือสิ่งอื่นใด ที่ Alex Ferguson โดดเด่นที่สุดกว่าผู้จัดการคนอื่นๆ ก็คือ เขาให้ความสำคัญกับทีมเยาวชนของสโมสรมาก เขาต่างจากผู้จัดการทีมใหญ่ๆ คนอื่นที่เน้นแต่การใช้เงินซื้อตัวนักเตะดังๆ มาเข้าทีม  เพราะเขาพยายามจะปั้นนักเตะดาวรุ่งจากทีมขึ้นมาเองนักต่อนักแล้ว และคนที่โลกรู้จักกันดีสุดที่เขาปั้นมากับมือก็คือ David Beckham
    

และการให้ความสำคัญกับเยาวชนที่เตะฟุตบอลนั้น ก็อาจมาจากภูมิหลังของเขาในวัยเด็กที่เป็นชนชั้นแรงงานเริ่มไต่เต้าสถานะทางสังคมมาด้วยการเตะฟุตบอลในทีมเยาวชน จนได้มาเป็นผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ทุกวันนี้ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือตัว Ferguson เองก็ไม่ละเลยที่จะให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถด้านฟุตบอลเหมือนที่เขาได้รับในตอนเด็ก

    
...ซึ่งเราก็ไม่ต้องแปลกใจความ “ไม่ลืมกำพืด” ชนชั้นแรงงานของ Ferguson เลย เพราะเขาเป็นผู้สนับสนุนหลักคนหนึ่งที่บริจาคเงินให้พรรคแรงงานของอังกฤษอย่างมากมายและสม่ำเสมอ และตัวเขาเองก็เคยบอกว่าตนป็น “นักสังคมนิยม” ด้วยซ้ำไป


เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์
    



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (1)

suntad

@suntad

30 January 2018 06.19

character ที่ชัดเจน วินัย วินัย วินัย...
รายงาน/แจ้งลบ
X