1,323 VIEWS
BrandThinkBiz

@brandthink(official)

'ใบอนุญาตฆ่า' เมื่อตำรวจฆ่าใครก็ได้แบบไร้มลทิน

June 08, 2018

ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่แน่นอนว่ามีอยู่ในทุกประเทศและหน้าที่หลักของตำรวจก็คือรักษากฎหมาย อันนี้ก็คงจะไม่ต้องพูดกันให้มากมาย แต่แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีตำรวจเหมือนกันหมด แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ การปฏิบัติงานของตำรวจก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ

ซึ่งแม้จะเทียบกันยากว่าประเทศไหนดีกว่ากัน แต่แนวโน้มใหญ่ๆ มันก็มีอยู่ และที่เราอยากจะหยิบยกมาพูดคุยกันก็คือเรื่อง “ความโหด” ของตำรวจนานาชาติ
แล้ว “ความโหด” นี่วัดกันยังไง? ถ้าจะวัดกันโดยทั่วๆ ไปตัวชี้วัดหลักของความโหดของประเทศหนึ่งๆ คือจำนวนของคดีวิสามัญฆาตกรรมด้วยน้ำมือตำรวจ

ซึ่งจริงๆ ก็พูดยาก เพราะมันแล้วแต่ช่วง เช่น ถ้าเป็นบ้านเราในยุค “ฆ่าตัดตอน” ตำรวจก็ถือว่าโหดมาก แต่พอดีทุกวันนี้มันไม่มีแบบนั้นแล้ว บ้านเราก็ไม่ใช่ประเทศที่ชาวโลกถือว่าตำรวจนั้นโหดอะไรแล้วในตอนนี้ (แม้ว่าจะไม่ได้ชื่อว่ามีตำรวจที่สุภาพเรียบร้อยแบบตำรวจญี่ปุ่นหรือตำรวจอังกฤษก็ตาม)

เวลาพูดถึงตำรวจโหดๆ ประเทศที่เด่นสุดๆ เลยในบรรดากลุ่มประเทศเจริญแล้วก็คงจะได้แก่ อเมริกา ที่อัตราการวิสามัญฆาตกรรมของตำรวจสูงลิบผิดกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ซึ่งพอมันมีประเด็นว่าคนที่ถูกวิสามัญฆาตกรรม มักจะเป็นคนกลุ่มน้อยอย่างคนดำหรือคนลาตินอเมริกันมันก็ยิ่งเป็นประเด็นไปใหญ่

แต่จริงๆ กลุ่มประเทศที่ตำรวจน่าจะถือว่าโหดที่สุดในโลกคือกลุ่มลาตินอเมริกา ซึ่งจริงๆ ก็น่าจะเรียกได้ว่าโหดไปแทบทุกประเทศ แต่ประเทศที่เด่นๆ และคนพูดถึงกันมากๆ ก็คือบราซิลและเอลซัลวาดอร์ ซึ่งตำรวจโซนนี้หลังจากรัฐบาลได้มอบ “ใบอนุญาตฆ่า” ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด อัตราการวิสามัญฆาตกรรมก็สูงขึ้นลิบเลย

และก็ไม่แปลกเลยว่า “ใบอนุญาตฆ่า” แบบเดียวกันก็ถูกออกมาในฟิลิปปินส์ในกรณียาเสพติดเช่นกัน ซึ่งมันเรียกได้ว่าทำให้ตำรวจฟิลิปปินส์โหดสุดๆ ไปเลย และทำให้กรณี “ฆ่าตัดตอน” ของบ้านเราเมื่อครั้งโน้นดูจะเป็นเรื่องเบาๆ ไปเลย

...แล้วทำไมตำรวจในเหล่าประเทศที่ว่ามามันโหดกันอย่างนั้น?

หลักๆ คือจริงๆ ตำรวจบางประเทศที่ว่ามาตอนแรกก็ไม่โหดเท่าไร แต่หลังจากรัฐต้องเจอกับปัญหาแก๊งค้ายาเสพติด (จริงๆ ก็คล้ายๆ บ้านเราตอน “ฆ่าตัดตอน”) รัฐก็เลยออก “ในอนุญาตฆ่า” มา ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือ การที่รัฐจะไม่ทำการสืบสวนการวิสามัญฆาตกรรมของตำรวจมากมาย เต็มที่ก็พักงานแวบๆ ก่อนจะกลับมาทำงานตามปกติ

พูดง่ายๆ คือมันคือการสร้างภาวะที่ทำให้ตำรวจรู้สึกว่าวิสามัญฆาตกรรมได้โดยไม่ต้องรับผลใดๆ

ซึ่งแพตเทิร์นที่จะเห็นในทุกประเทศเลยก็คือหลัง “ใบอนุญาตฆ่า” มันออกมาไม่ว่าจะประเทศไหน อัตราการวิสามัญฆาตกรรมก็จะขึ้นสูงแบบก้าวกระโดดเลยในปีต่อมา แบบเรียกได้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 10 เท่าก็ไม่ผิดปกติ และสำหรับหลายๆ ประเทศ ใบอนุญาตฆ่านี่ก็ออกแล้วออกเลย ไม่มีการยกเลิก

แล้วทำไมรัฐเหล่านี้ออก “ใบอนุญาตฆ่า”? มันแก้ปัญหาทางอื่นไม่ได้เหรอ

หลักคือนโยบายพวกนี้ไม่ได้ออกมาแบบประชาชนจะร้องยี้ แต่ประชาชนในประเทศที่มีการออก “ใบอนุญาตฆ่า” ให้ตำรวจนั้นส่วนมากจะสนับสนุนนโยบายแบบนี้ด้วยซ้ำ เพราะประชาชนมีความเหม็นเบื่อปัญหาแก๊งค้ายาเสพติดกันสุดๆ แบบที่ไม่เชื่ออีกแล้วว่ากลไกทางกฎหมายปกติมันจะช่วยอะไรได้ พูดง่ายๆ คือทั้งประชาชนและรัฐต้องการวิธีในการปราบปรามอาชญากรอย่างสะดวกรวดเร็วให้ประเทศ “สะอาดขึ้น”

แน่นอนว่าแนวทางแบบนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติถ้าเห็นก็คงได้แต่ส่ายหน้า แต่มันก็อยู่ได้เพราะคนในประเทศสนับสนุนนโยบายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนเน้นๆ แบบนี้

แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าประชาชนจะสนับสนุนกันขนาดไหน เท่าที่มีการ “ฆ่าตัดตอน” กันมาในหลายประเทศ มันก็ไม่มีข้อยืนยันทางสถิติใดๆ ว่าอาชญากรรมและปัญหายาเสพติดมันจะลดลงแต่อย่างใดนะครับ

พูดง่ายๆ คือนโยบายการเพิ่มความโหดให้ตำรวจแบบสุดๆ ระดับฆ่าคนได้มันคือนโยบายนองเลือดแบบ “เอามัน” ที่ประชาชนสนับสนุนกันถ้วนหน้า แต่สุดท้ายมันไม่ได้ส่งผลดีอะไรเลยในระยะยาว และสร้างความเสียหายเต็มไปหมด เพราะทุกครั้งที่มีนโยบายแบบนี้ก็ต้องมีผู้บริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยสังเวยชีวิตไปกับ “ใบอนุญาตฆ่า” ของตำรวจตลอด

ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเราจะพูดถึง “ความโหด” ของตำรวจในมิติอื่นๆ ในระดับการทำร้ายร่างกายคนอะไรพวกนี้ จริงๆ พวกประเทศกลุ่มแอฟริกาและอาหรับก็ไม่ใช่ย่อยเลยครับ และรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ หรือเพื่อนบ้านเราอย่างพม่าก็มีความลือชื่อด้านความรุนแรงของตำรวจก็เช่นกัน อย่างไรก็ดี เรื่องแบบนี้มันเทียบยากกว่าเพราะไม่มีสถิติเก็บชัดเจนแบบการวิสามัญฆาตกรรม

เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์ ภาพประกอบ: กรวิทย์ แก้วสตรี



BrandThinkBiz

@brandthink(official)

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X