7,433 VIEWS

ในหลวงรัชกาลที่ 9 'พระบิดาแห่งการพัฒนาของไทย'

October 19, 2017

ถ้าจะหาบุคคลสักคนที่มีคุณูปการต่อประเทศไทยอย่างถึงที่สุด บุคคลผู้นั้นคงจะไม่พ้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือที่ชาวไทยเรียกกันติดปากว่า “ในหลวง” อย่างไม่ต้องสงสัย “ในหลวง” คือพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของชนชาวไทย เพราะพระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายตลอดรัชสมัยแห่งการครองราชย์ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ท่านนั้นก็กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดินไทย

.

พระองค์ได้ทรงทำสิ่งใดบ้างให้แก่แผ่นดินไทย บทความนี้อยากจะเชิญชวนทุกคนกลับไปร่วมทบทวนพระราชประวัติของพระองค์ท่านหลังจากเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

.

เมื่อยังทรงพระเยาว์
ในหลวง รัชกาลที่ 9 ประสูติที่โรงพยาบาลเคมบริดจ์ ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1927 ถ้านับตามแบบอเมริกัน พระองค์ท่านถือเป็นคนรุ่น Silent Generation รุ่นแรกๆ ซึ่งคนรุ่นนี้ก็เต็มไปด้วยบุคคลสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกมากมาย เช่น Warren Buffett สุดยอดนักลงทุน Margaret Thatcher นายกรัฐมนตรีอังกฤษ Dr. Martin Luther King Jr. และ Malcolm X ผู้นำทางการเมืองชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน Pope Francis สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน Chuck Berry และ Elvis Presley สองบิดาของดนตรีร็อกแอนด์โรล Tenjin Gyatso ดาไลลามะองค์ปัจจุบัน Che Guevara และ Fidel Castro สองนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ Bernie Sanders ผู้เป็นความหวังใหม่ของการเมืองอเมริกัน และอีกมากมาย

.

...จะเห็นได้ว่าคนรุ่นนี้เต็มไปด้วยบุคคลไม่ธรรมดาที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาลต่อโลกและต่อวงการของตนเอง พระองค์ท่านทรงเป็นหนึ่งในนั้น

.

เหตุที่พระองค์ท่านประสูติ ณ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากว่าสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชบิดาของพระองค์ท่านเสด็จไปศึกษาต่อด้านการสาธารณสุขที่มหาวิทยาลัย Harvard หลังจากที่พระองค์ประสูติได้ไม่ถึง 1 ปีพระองค์ได้เสด็จกลับไทยเนื่องจากสมเด็จพระราชบิดาทรงสำเร็จการศึกษา แต่โชคไม่ดีหลังจากนั้นไม่นาน สมเด็จพระราชบิดาเสด็จสวรรคตด้วยพระโรคฝีบิดในพระยกนะ (ตับ) ในปี 1929 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผู้ที่คอยให้การอภิบาลดูแลพระองค์คือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ผู้เป็นพระมารดา

.

หลังสิ้นพระราชบิดาได้ไม่นาน สมเด็จย่าได้ทรงนำพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์ (ประกอบด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9) ไปประทับอยู่ที่เมือง Lausanne ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ได้ทรงเข้ารับการศึกษาที่เมือง Lausanne แห่งนี้ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยพระองค์ทรงเลือกศึกษาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัย Lausanne ในปี 1945 ขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 18 พรรษา ซึ่งก่อนหน้านี้ ในระดับชั้นมัธยมปลาย ได้ทรงเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนภาษาซึ่งมีวิชาเอกคือวรรณคดีฝรั่งเศส กรีก และละติน

.

...พูดง่ายๆ คือพระองค์ท่านได้ทรงรับการศึกษาในระดับสูงตามมาตรฐานของโลกตะวันตกนั่นเอง

.

ทั้งนี้งานอดิเรกเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ของพระองค์ท่านคงหนีไม่พ้นการฉายพระรูปที่พระองค์ทรงเริ่มหลังจากทรงได้รับกล้องฉายพระรูปตัวแรกเมื่อปี 1933 เมื่อพระชนมายุได้เพียง 6 พรรษา เมื่อเจริญพระชนม์ขึ้น ก็ทรงหลงใหลดนตรีแจ๊ส โดยที่พระองค์เริ่มทรงแซ็กโซโฟนครั้งแรกเมื่อปี 1942 เมื่อพระชนมายุได้ 15 พรรษา

.

เราชาวไทยก็คงได้ประจักษ์แล้วว่า พระองค์ท่านโปรดทรงงานอดิเรกทั้งสองอย่างนี้ตลอดพระชนม์ชีพ จากภาพพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งเรามักจะได้เห็นพระองค์ท่านทรงนำกล้องฉายพระรูปติดไปไหนต่อไหนด้วยตลอดเวลา รวมไปถึงเพลงพระราชนิพนธ์แจ๊สอีกเป็นจำนวนมากซึ่งเราชาวไทยคงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดี

.

เสด็จขึ้นครองราชย์
...หลังจากได้ทรงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Lausanne ไม่นาน ก็เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่หลวงที่สร้างความสะเทือนพระทัยให้แก่พระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลผู้เป็นพระเชษฐาเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุ พระองค์จึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ อย่างไรก็ดีหลังจากพ้นช่วงถวายความอาลัย 100 วันไปแล้ว พระองค์ท่านก็ได้เสด็จกลับสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คอยปฏิบัติหน้าที่แทนอยู่ที่กรุงเทพฯ

.

...โดยคราวนี้เนื่องจากพระองค์ได้ทรงตระหนักว่า พระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว พระองค์จึงต้องทรงเปลี่ยนวิชาเอกจากวิศวกรรมศาสตร์มาเป็นนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แทน จากนั้นก็ทรงประทับศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษา

.

และแล้วในปี 1950 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งขณะนั้นพระชนมายุได้ 23 พรรษา ก็ได้ทรงเข้ารับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ แล้วในวันนั้นเอง พระองค์ได้ทรงประกาศว่า “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม” แล้วพระองค์ก็ทรงปฏิบัติตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้

.

พัฒนาชาติ
ในช่วงต้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงมีบทบาทในการพัฒนาประเทศมากนัก หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ยึดอำนาจแล้วขึ้นบริหารประเทศ ทางรัฐบาลจึงได้เริ่มให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ และในช่วงปี 1958 - 1980 นี้เองที่พระองค์ท่านได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา”

.

โครงการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวส่วนใหญ่อาจเป็นที่เข้าใจยากของชาวเมือง เนื่องจากโครงการของพระองค์มุ่งเน้นไปที่ชาวชนบทซึ่งเป็นผู้คนระดับล่างสุดของสังคมไทยเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นงานของมูลนิธิโครงการหลวงที่มุ่งเน้นใช้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น โครงการแกล้งดินเพื่อแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ไปจนถึงโครงการบริหารจัดการน้ำสารพัดโครงการ ตั้งแต่โครงการแก้มลิงไปจนถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เนื่องจากพระองค์ท่านทรงตระหนักดีว่าการบริหารจัดการน้ำที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อชาติที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร

.

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงที่ดอยอ่างขาง ณ ปัจจุบัน

.


การบริหารน้ำแบบโครงการแก้มลิง

.


เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี
.
 
...พระองค์ท่านทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงใส่ใจต่ออาณาประชาราษฎร์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เนื่องจากโครงการพัฒนาต่างๆ ของพระองค์ท่านเป็นโครงการในภาคการเกษตรหรือเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรแทบทั้งสิ้น ซึ่งนี่แทบจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดตั้งแต่อดีต คือการเน้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นเสมอกับประเทศที่ดำเนินแนวทางพัฒนาแบบเน้นอุตสาหกรรมก็คือช่องว่างของรายได้ และคุณชีวิตหรือความเหลื่อมล้ำของเมืองกันชนบทนั่นเอง

.

...พูดอีกแบบคือพระองค์ได้ทรงพยายามต้านแรงของการพัฒนาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการพัฒนาของรัฐบาล และนั่นทำให้พระองค์ทรงมีบทบาทความสำคัญในการทำให้ประเทศไทยไม่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเมื่อคนระดับล่างสุดของสังคมไม่ถูกทอดทิ้ง ก็เป็นการยากที่ลัทธิคอมมิวนิสต์จะสามารถเติบโตได้ดังที่อื่นๆ ที่ “คนจน” ถูกทอดทิ้ง

.

และแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างแยบยลที่ส่งผลดีต่อชาติ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองก็น่าจะจัดได้ว่าเป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ที่แม้แต่ชาวต่างชาติยังให้การยอมรับ

.

...และพระราชมรดกของพระองค์ท่านด้านการพัฒนาในช่วงดังกล่าวนั่นเองก็ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ในทศวรรษที่ 1980 ยามที่ชาติพ้นภัยคอมมิวนิสต์ไปแล้ว

.

หากเราพบว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านเข้าใจยากและมีความเป็นนามธรรมสูง สิ่งที่เราควรมองคือ “เป้าหมาย” ของโครงการพัฒนาของพระองค์ท่านทั้งหมดในภาพใหญ่ เพียงเราเข้าใจพระราชปณิธานของพระองค์ท่านในภาพรวม สิ่งที่เราจะเห็นก็คือพระองค์ทรงมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ทั้งยั่งยืนและไม่ทิ้งผู้ใดในชาติไว้เบื้องหลัง ถ้าคิดได้ดังนี้ ก็คงไม่มีวันใดที่โครงการพัฒนาของพระองค์ท่านจะล้าสมัย แม้ในอนาคต ประเทศไทยจะไม่ใช่ชาติเกษตรกรรมแล้วก็ตาม

.

ยามอัสดง
ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา ในหลวงได้ลดการทรงงานในการพัฒนาของพระองค์ลงไปมาก ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากประเทศไทยก็ได้พัฒนาไปมาก และปัญหาหลายๆ อย่างที่พระองค์ก็ได้ทรงแก้ไขให้ลุล่วงไปหมดแล้ว อีกส่วนอาจเป็นเพราะพระพลานามัยของพระองค์ซึ่งไม่เอื้ออำนวยให้สามารถเสด็จไปยังที่ทุรกันดารต่างๆ ได้เหมือนเมื่อก่อน

.

...แต่ในตอนนี้พระองค์ท่านก็ได้ประทับอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความรักและเทิดทูนของชาวไทยที่ยัง “เกิดทัน” ช่วงเวลาที่พระองค์ท่านยังทรงงานอยู่นั้นน่าจะเรียกได้ว่าเกิดขึ้นเพราะคนเหล่านั้นทันได้เห็นพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ในยุคสมัยที่พระองค์ได้ทรงมีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงๆ แก่เมืองไทย

.

...และพระบารมีของพระองค์ท่านในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี 2004 ที่ประชาชนชาวไทยมาเข้าร่วมอย่างล้นหลามนั้นก็เป็น “ของจริง” และเป็นฉากที่น่าประทับใจของความสำเร็จในการครองใจผู้คนของบุรุษผู้หนึ่ง ในแบบที่ถ้าจะมีภาพยนตร์ฉายพระราชประวัติและพระเกียรติยศของพระองค์ท่าน ฉากอันยิ่งใหญ่นี้ก็น่าจะเป็นฉากไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์เรื่องนั้น

.

...หลังจากนั้นก็อย่างที่ชาวไทยรู้กัน พระองค์ท่านปรากฏพระองค์น้อยครั้งลงเรื่อยๆ ด้วยสาเหตุอันเนื่องมาจากพระราชพลานามัย ก่อนจะเสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยพระอาการอันสงบในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

.

แม้พระองค์ท่านจะไม่ประทับอยู่กับเราแล้ว แต่แนวพระราชดำริต่างๆ และพระราชปณิธานของพระองค์ก็ยังคงอยู่ และแน่นอนก็มีคนจำนวนมากอ้างพระราชดำรัสของพระองค์เพื่อสร้างความชอบธรรมในสารพัดสิ่ง

.

...แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นไปตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่านทั้งหมดหรือ? การอ้างพระราชดำรัสสั้นๆ ของพระองค์มาเพื่อทำสิ่งต่างๆ เป็นสิ่งที่ง่ายดาย แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือการทำตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่านจริงๆ ต่างหาก

.

แล้วพระราชปณิธานของพระองค์ท่านคืออะไร?

.

หากเราย้อนกลับไปดูพระราชประวัติของพระองค์ท่าน รวมถึงโครงการพัฒนาชาติทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงริเริ่ม เราก็คงจะเห็นว่าพระองค์ทรงต้องการให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป แต่การเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทรงต้องการให้เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง เนื่องจากพระองค์ได้ทรงรู้เห็นและได้เคยประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ทุกวันนี้ถือว่ามีคุณภาพชีวิตและความเหลื่อมล้ำต่ำระดับต้นๆ ของโลก

.

และหากเราลองจินตนาการดูว่าเราเคยอยู่ในบ้านเมืองที่ดีแบบนั้น เป็นปุถุชนคนธรรมดาก็คงไม่กลับมาประเทศล้าหลังอย่างเมืองไทย ไปอยู่ในประเทศที่คุณภาพชีวิตดีๆ มันดีกว่า แต่พระองค์ท่านก็ยังเสด็จกลับมาประทับอยู่ที่เมืองไทย และเสด็จกลับมาพัฒนาประเทศของพระองค์

.

พระองค์ท่านไม่เคยทรงสิ้นหวังกับการพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นที่ที่น่าอยู่ที่สุดในโลก โดยมีพระราชประสงค์ให้ความเหลื่อมล้ำหายไป และให้ความมั่งคั่งอยู่แบบยั่งยืน แต่พร้อมกันนั้นพระองค์ท่านก็ไม่ได้ทรงดำเนินการพัฒนาตามแนวทางหรือแบบอย่างของตะวันตกแบบดื้อๆ พระองค์ทรงตระหนักถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดของเมืองไทยตลอดเวลา

.

และนี่เองคือหนทางที่เราจะสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาประเทศไทยของพระองค์ท่านให้ยั่งยืนสืบไป
 
เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X