1,870 VIEWS

เส้นทางชีวิตที่แตกต่างของสองผู้ก่อตั้ง Napster

May 26, 2017

…ถ้าให้คุณเลือก คุณอยากจะเป็นตำนาน หรือเป็นเศรษฐีพันล้าน?


มันไม่ใช่ทางเลือกระหว่างการออกไปสร้างตำนาน กับการตั้งใจทำมาหากินนะครับ เพราะคุณมีทั้งสองทางเลือกอยู่แล้ว ในการทำ Startup และเรื่องราวที่น่าจะชี้ถึงวิถีที่ต่างกันนี้ก็คือเรื่องราวชีวิตของ Startup รุ่นเดอะอย่าง Napster


                                                                                             ภาพหน้าจอของโปรแกรม Napster

 
อาจงงๆ หน่อยนะครับว่าโปรแกรมหน้าตาโบราณนี่มันสำคัญตรงไหนในประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ต ถ้าจะให้อธิบายสั้นๆ มันคือบรรพบุรุษของโปรแกรมโหลดหนังโหลดเพลงโหลดโปรแกรมทั้งมวลครับ …ใช่ครับ Napster จัดว่าเป็นทวดของ Bittorrent


Napster น่าจะเรียกได้ว่าเกิดขึ้นภายใต้ความคิดของเด็กอายุไม่ถึง 20 สองคนคือ Shawn Fanning และ Sean Parker ซึ่งทั้งสองรู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ตมาตั้งแต่ตอนอายุ 14-15 และเริ่มพัฒนาระบบ Napster มาในช่วงไม่กี่ปีหลังจากนั้น


บทบาทของสองคู่หูผู้ก่อตั้ง Napster มานั้นต่างกันพอสมควรเรียกได้ว่า Fanning น่าจะเป็นผู้พัฒนาหลักของตัวโปรแกรม Napster ส่วน Parker ก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทางด้านการระดมทุน พูดอีกแบบคือในขณะที่ Fanning ก้มหน้าก้มตาเขียนโค้ดจนออกมาเป็นโปรแกรม Napster ตัว Parker ก็นั่งคิดถึงแง่มุมว่าจะใส่อะไรไปใน Napster บ้างที่จะทำให้นักลงทุนเอาเงินมาลงทุน


หลังจากโปรแกรมเรียบร้อยและหาเงินมาเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็เปิดตัว Napster กันมาในปี 1999 ตอนนั้น Shawn Fanning อายุ 18 ปี ส่วน Sean Parker อายุ 19 ปี


Napster ดำเนินการอยู่ได้แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้นเพราะสุดท้าย ในปี 2001 มันต้องหยุดให้บริการแชร์เพลงตามคำสั่งศาลหลังจากที่โดนทั้งนักร้อง นักดนตรี และค่ายเพลงมารุมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย จากการที่คนโหลดเพลงของพวกเขาไป และสุดท้ายทางบริษัทก็ล้มละลายไปในปี 2002


อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะงงนะครับว่ามาเล่าเรื่อง Startup ที่โผล่มาแป๊บเดียวแล้วเจ๊งแบบไม่เป็นท่าให้ฟังกันทำไม ประเด็นคือ สิ่งที่ Napster ทำในตอนนั้นจัดเป็นนวัตกรรมของโลกมากครับ ช่วงพีคๆ มีผู้ใช้เป็นหลักสิบล้านคนทั่วโลก ซึ่งตอนนั้นมันยิ่งใหญ่มาก คือไม่ต้องอะไรมากครับ Shawn Fanning นี่ได้ขึ้นปกนิตยสาร Times ในฐานะของเจ้าของ Napster น่ะครับ

                                                                                Shawn Fanning บนหน้าปกนิตยสาร Times ตุลาคม ปี 2000

ใครสงสัยมั่งครับว่าทำไม “ผู้ก่อตั้ง” Napster ที่เล่ามามีตั้งสองคน แต่ทำไมไปขึ้นปก Times คนเดียว? คำตอบคือจากมุมของ Shawn Fanning ตัวของเขาคือ “ผู้สร้าง” Napster เพราะเขาเขียนโค้ดมากับมือ และสำหรับเขา เขาคือผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว เพราะ Parker ค่อยมาร่วมกับเขาตอนที่เขาเขียนโค้ดไปสักพักแล้ว ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลให้เขาชอบออกหน้าออกสื่อในฐานะของผู้สร้าง Napster มากับมือ เทียบกันกับ Parker นี่คนละเรื่องเลยเพราะช่วงนั้นเขาแทบไม่ออกสื่อเลยทั้งๆ ที่เขาก็น่าจะสามารถเคลมตัวเองเป็นผู้ก่อตั้ง Napster ได้อย่างเต็มภาคภูมิเช่นกัน เพราะถึงจะไม่ได้เขียนโค้ดสักบรรทัดหนึ่ง แต่เขาก็ใส่ไอเดียจำนวนมากลงไป และเป็นคนที่วิ่งหานักลงทุนต่างๆ จนมาลงทุน

ก็นี่แหละครับเหตุผลที่ Fanning ได้เครดิตการเป็นผู้สร้าง Napster กลายเป็นตำนานไป 


ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆหลัง Napster ของ Shawn Fanning
Fanning ได้เครดิตไปเต็มๆ ว่าเป็นผู้สร้าง Napster ขึ้นมา เขาได้รับการยกย่องสารพัดในฐานะของคนรุ่นใหม่ที่สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก หลังจากที่ Napster แพ้คดีจนต้องปิดบริการไปในที่สุดในปี 2001 ในปี 2002 Fanning ก็กลับมาลุยสร้าง Startup ใหม่นามว่า SNOCAP ซึ่งเป็น Startup ด้านการค้าขายไฟล์ดนตรีดิจิทัลแบบถูกกฎหมาย (คงเข็ดกับ Napster แล้วต่อเรื่องที่ล่อแหลมทางกฎหมาย)

...ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอดและต้องขายกิจการไปปี 2008

                                                                                                                        หน้าจอโปรแกรม SNOCAP

 
แต่ Fanning ที่เป็นเจ้าโปรเจคก็ไม่หยุดแค่นั้น เพราะเขาค่อยๆ วางแผนพัฒนา Startup ใหม่อีกอันมาตั้งแต่ปี 2006 แล้ว ก่อนจะประกาศตัว Startup ใหม่ของเขานามว่า Rupture มาในปี 2007 (ตอนที่เขากำลังจะสละเรือ Snocap) 


Rupture เป็นหนึ่งในเว็บ Social Media ยุคบุกเบิก (โปรดใช้จินตนาการถึงโลกที่ทุกคนยังไม่ใช้ facebook อันเป็นยุคสมัยที่ MySpace กับ hi5 ยังเรืองอำนาจกันอยู่) โดยมุ่งเน้นไปเพื่อจะเป็น Social Network สำหรับกลุ่มผู้เล่นเกม World of Warcraft อันเป็นเกมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ในโลก 


ผลคือสุดท้ายค่ายเกมต้นสังกัดของ World of Warcraft อย่าง Electronic Arts ก็ได้ซื้อ Rupture ไปด้วยเงิน 15 ล้านเหรียญในปี 2008 อย่างไรก็ดีตัว Fanning ก็ถูกเลย์ออฟไปพร้อมๆ กับพนักงาน Rupture คนอื่นๆ ในปลายปี 2009


แต่ Fanning ก็ยังไม่ยอมแพ้ เขารวบรวมทีมมาใหม่ และทำเว็บ Social Network ใหม่นามว่า Path ออกมาในปี 2010 ที่ไปเน้นผู้ใช้เป็นบุคคลทั่วไป ...ทว่าหลังจากการดิ้นรนระดมทุนเพิ่มไปหลายรอบ สุดท้าย Path ก็จำต้องขายกิจการไปในปี 2015 (ด้วยตัวเลขที่ไม่เปิดเผย)


ล่าสุด Fanning ก็ได้กลับมาร่วมมือกับคู่หูเก่าสมัย Napster อย่าง Parker และทำ Airtime อันเป็นบริการที่เน้นให้เพื่อนได้เห็นหน้าเห็นตากันไปพร้อมๆ กับท่องอินเทอร์เน็ต พูดง่ายๆ คือเป็นบริการที่ให้เพื่อนๆ ได้ “เล่นอินเทอร์เน็ต” ไปด้วยกันแบบเห็นหน้ากัน มันเปิดตัวมาในปี 2012 ปัจจุบันมันก็ยังคงดำเนินการอยู่

                                                                                                                       หน้าจอโปรแกรม Airtime

Fanning น่าจะจัดเป็นนักทำ Startup ผู้ไม่ยอมแพ้และไม่หลงไปกับความสำเร็จอันใหญ่หลวงตั้งแต่เด็กอย่างแท้จริง...แต่ถึงตอนนี้เราน่าจะมาเล่าเรื่องฝั่ง Parker กันบ้าง


Sean Parker: จากนักหาทุนสู่นักลงทุนพันล้าน
หลังจาก Napster ล่ม Sean Parker ก็มาเริ่มบุกเบิกเว็บ Social Network ยุคแรกโดยการก่อตั้ง Plaxo ขึ้นตั้งแต่ปี 2002 และมันก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีผู้ใช้ถึง 20 ล้านคน ...อย่างไรก็ดี ทางแหล่งทุนของ Plaxo ก็ไล่ Parker ออกในปี 2004 แต่ปีนั้นเอง Parker ก็ได้ค้นพบเว็บหน้าใหม่ที่เขามองว่าในอนาคตมันจะโตไปได้อีกมากโดยบังเอิญ... เว็บนั้นมีชื่อว่า Facebook


หลังจากค้นหาผู้ที่เป็นคนทำเว็บหน้าไม่ดูมีอนาคตนี้ สุดท้าย Sean Parker ก็ได้พบกับ 2 ผู้ก่อตั้ง facebook อย่าง Mark Zuckerberg และ Eduardo Saverin และได้ร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้วย และไม่กี่เดือนต่อมาเขาก็ได้กลายมาเป็นประธานบริษัทคนแรกของ facebook


…อ่านมาถึงตรงนี้ใครเคยดูหนัง The Social Network ของ David Fincher ก็อาจจะรู้สึก “อ๋อ” หรือคุ้นๆ เพราะนี่เป็นฉากสำคัญในเรื่อง และตัวละคร Sean Parker, Mark Zuckerberg และ Eduardo Saverin นั้นผู้รับบทคนเหล่านี้ก็คือดาราฮอลลีวูดดังๆ อย่าง Justin Timberlake, Jesse Eisenberg และ Andrew Garfield ตามลำดับ

                                                                  Justine Timberlake ในบท Sean Parker และ Jesse Eisenberg ในบท Mark Zuckerberg
                                                                                                                จากภาพยนตร์เรื่อง The Social Network 


Parker น่าจะเรียกได้ว่าเป็นตัวพลิกเกมของ facebook เขาทำให้เว็บหน้าใหม่ที่พอดูมีอนาคตกลายมาเป็นเว็บที่มีศักยภาพจะครองอินเทอร์เน็ต เพราะเขาได้นำเอา Peter Thiel นักลงทุนในตำนานของซิลิคอนวาลลีย์มาเป็นนักลงทุนรายแรกที่ลงทุนก้อนใหญ่ไปกับ facebook นอกจากนี้เขาก็ได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ในการปรับปรุง facebook กับ Mark Zuckerberg เล่นการเพิ่มพังก์ชั่นการแชร์รูปเข้ามา


แต่ความรุ่งเรืองก็อยู่กับเขาไม่นาน ในปี 2005 ตำรวจได้ไปพบโคเคนในปาร์ตี้ที่บ้านเขา แม้ว่าเขาจะรอดคดีไปได้ แต่บรรดานักลงทุนของ facebook ก็เห็นว่าเขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานบริษัทอีกแล้ว สุดท้ายเขาก็เลยจำต้องลงจากตำแหน่งมาในที่สุด 


ทว่าคนอย่างเขาก็ไม่ได้ว่างงานนานนัก ในปี 2006 เขาไปดำรงตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนด้านการบริการใน The Founders Fund อันเป็นกองทุนเพื่อ Startup ของ Peter Thiel และเขาก็ยังดำรงตำแหน่งอยู่จนถึงปัจจุบันนี้  ที่นี่เองที่เขาได้ทำในสิ่งที่เขาถนัดที่สุด ซึ่งก็คือการมองหาบริษัทหน้าใหม่ที่กำลังจะโต และหลังจากนั้นเขาก็ลงทุนมากมายในหลาย Startup พร้อมไปนั่งเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาอีกมากมาย
จนมาถึงการมาลงทุนใน Airtime ร่วมกับสหายเก่าอย่าง Shawn Fanning ในที่สุด


Sean Parker ก็คงจะเป็นนักลงทุนด้าน Startup ที่เก่งจริงๆ เพราะในปัจจุบันเขาติดอันดับเศรษฐีพันล้านของนิตยสาร Forbes เรียบร้อยแล้วที่อันดับ 782 และทรัพย์สินของเขาก็มีมูลค่ารวมกันถึง 2,600 ล้านเหรียญ

                                                                                                รูป Sean Parker บนปกนิตยสาร Forbes ในเดือนตุลาคม 2011

เรื่องราวของสองคนนี้อาจจะบอกเราให้เห็นว่า “การประสบความสำเร็จในชีวิต” มันก็คงจะมีวิถีที่ต่างกันไป คนอย่าง Shawn Fanning ได้เขียนโค้ดสร้างโปรแกรมที่กลายเป็นตำนานก็จริง แต่เขาน่าจะมีทรัพย์สินรวมกันไม่ถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยซ้ำ ซึ่งน้อยมากสำหรับผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับนี้ (ถ้าจะเทียบกัน 3 ผู้ก่อตั้ง YouTube ที่ล้วนมีทรัพย์สินหลักร้อยล้านเหรียญกันทั้งนั้น) ส่วน Sean Parker เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของฉากหน้าประวัติศาสตร์แน่ๆ บทบาททางการเงินต่างๆ ของ Startup แม้จะสำคัญและจำเป็นแค่ไหนก็ไม่มีใครจดจำเขาว่าเป็นตำนานที่เปลี่ยนแปลงโลก กระนั้นก็ตามความตาแหลมที่สามารถเห็นว่าอะไรจะรุ่งของเขาในท้ายที่สุดก็ทำให้เขาเป็นหนึ่งในเศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยมากไปในที่สุด


ว่าแต่ท่านผู้อ่านอยากจะเป็นแบบ Fanning หรือ Parker? เพราะบางทีคำถามว่าสุดท้ายอยากจะได้ “กล่อง” หรือ “เงิน” ก็ยังน่าจะสำคัญสำหรับคนทำ Startup อยู่ และนั่นก็เป็นตัวกำหนดว่าเราน่าจะเล่นบทบาทไหนใน Startup


เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: นิธินาถ เชิดชัยศรีพงศ์



The Founder

@thefounder

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X