49,821 VIEWS
BrandThinkBiz

@brandthink(official)

เราเรียนรู้อะไรจากธุรกิจกีตาร์ที่กำลังจะตาย

July 21, 2017


ถ้าผมพูดเมื่อสัก 10 ปีก่อนว่า “กีตาร์กำลังจะตาย” ก็คงมีแต่คนหัวเราะผม เพราะตอนนั้นทุกคนก็ยังรู้สึกว่าคนก็ยังเล่นกีตาร์กันอยู่เต็มไปหมด เท่านั้นไม่พอเทคโนโลยีดิจิทัลสารพัดก็ยังดูจะเชื้อเชิญให้คนมาเล่นกีตาร์มากกว่าเดิมอีก


...อยากเล่นกีตาร์เป็นเหรอ? จากที่เมื่อก่อนโน้นแบบฝึกหัดกีตาร์ที่สมัยก่อนหาอย่างยากลำบาก มาตอนนั้นก็สามารถหาได้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ในเว็บไซต์ต่างสอนกีตาร์ๆ ไปจนบน YouTube 


...อยากทำเพลงเหรอ? จากที่เมื่อก่อนโน้นต้องรวบรวมเงินมหาศาลเพื่อไปห้องอัดเสียง มาตอนนั้นก็สามารถซื้ออุปกรณ์ช่วยบันทึกกับคอมพิวเตอร์ได้สารพัดมาทำโฮมสตูดิโอกันได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการทำอัลบั้มถูกกว่าการไปเสียเงินเข้าห้องอัดเสียงมากมาย 


...อยากให้มีคนฟังเพลงตัวเองเหรอ? จากที่เมื่อก่อนโน้นต้องไปเสนอเดโมให้ค่ายเพลงที่สนใจเพื่อให้ค่ายเผยแพร่งานเพลงให้ไม่งั้นเพลงก็หมดสิทธิ์ไปถึงหูผู้ฟัง มาตอนโน้นก็มีเว็บไซต์จำนวนมากที่เราจะไปโพสต์เพลงเพื่อสร้างชื่อได้โดยตรงไม่ต้องผ่านค่ายเพลง ซึ่งเว็บพวกนี้ก็ตั้งแต่ MySpace ไปจนถึง YouTube


...ตอนนั้นไม่มีอะไรที่ดูจะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของกีตาร์และดนตรีร็อคเลย 
...อย่างไรก็ดี จริงๆ แล้วหายนะก็เริ่มคืบคลานมาแล้วตั้งแต่ตอนนั้น


ช่วงนั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่ยอดขายกีตาร์ของบริษัทกีตาร์ใหญ่ๆ เริ่มลดลงจากที่มันเคยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด แต่ทุกคนก็มองว่ามันเป็นแค่ภาวะผันผวนของตลาดเท่านั้น และยิ่งบวกไปกับการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ที่มีอเมริกาเป็นศูนย์กลางมันก็ยิ่งเข้าใจได้ไปกันใหญ่ว่าทำไมยอดขายกีตาร์มันลด เพราะยอดขายอะไรๆ ก็ลด


...แต่ทุกวันนี้ผ่านมา 10 ปี ถ้าจะบอกว่า “กีตาร์กำลังจะตาย” หลายๆ คนก็คงจะไม่หัวเราะใส่แล้ว เพราะข้อเท็จจริงคือยอดขายกีตาร์มันไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเลยทั้งที่แต่ก่อนมันเคยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แต่ที่เป็นสัญญาณหายนะจริงๆ ก็คือสองบริษัทกีตาร์ใหญ่สุดของโลกอย่าง Fender และ Gibson ก็ล้วนอยู่ในสภาวะเป็นหนี้หัวโต และโดนบริษัทประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินประเมินความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน นอกจากนี้เชนร้านขายกีตาร์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่าง Guitar Center ก็ตกอยู่ในภาวะทางธุรกิจที่แย่ไม่ผิดกับสองบริษัทกีตาร์ใหญ่


ความเป็นจริงคือผู้ผลิตกีตาร์ในอเมริกาประสบความยากลำบากในการขายกีตาร์มาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า “เด็กรุ่นใหม่ๆ เล่นกีตาร์น้อยกว่าที่เคยเป็น”


จริงๆ กีตาร์ก็เป็นเครื่องดนตรีที่มีมานานแล้วในโลก แต่เพิ่งมาฮิตกันตอนครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 นี่เองหลังจากเกิดกีตาร์ไฟฟ้าขึ้นมาบนโลกและดนตรีร็อคขึ้นมาเป็นดนตรีที่ยิ่งใหญ่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นไปทั่ว ในช่วงนั้นใครๆ ก็ฟังเพลงร็อค และผลที่ตามมาก็คือใครๆ ก็อยากเล่นกีตาร์และเป็นดังมือกีตาร์วงที่ตัวเองชอบ ในช่วงพีคๆ จะบอกว่ากีตาร์เป็นสิ่งที่วัยรุ่นที่ไหนๆ ก็อยากมี ไม่ผิดกับวัยรุ่นยุคนี้อยากมี iPhone


และอุตสาหกรรมดนตรีก็ผลิตดนตรีร็อคที่มีกีตาร์เป็นพระเอกและทำให้วัยรุ่นอยากเอาอย่าง และซื้อกีตาร์มาเล่นอย่างไม่ขาดสายเป็นเวลาต่อเนื่องหลายสิบปี และนี่ก็คือ “ความนิยมในหมู่วัยรุ่น” ที่หล่อเลี้ยงธุรกิจผลิตกีตาร์และขายกีตาร์มาตลอด


...แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะการทำธุรกิจที่เน้นขายวัยรุ่นเป็นหลัก เมื่อวัยรุ่นหมดความนิยมเมื่อไรมันก็จบ


...หลังปี 2000 เป็นต้นมาแวดวงดนตรีไม่เหมือนเดิมอีก ดนตรีร็อคไม่ได้ตายไปไหน แต่ดนตรีกระแสหลักเปลี่ยนไป ดนตรีบนพื้นฐานของเสียงสังเคราะห์ได้กลายมาเป็นดนตรีกระแสหลักตั้งแต่นั้นซึ่งดนตรีที่ใช้เสียงสังเคราะห์แบบนี้เป็นดนตรีพื้นฐานให้กับดนตรีป็อบดนตรีฮิปฮอป และ EDM ซึ่งร่วมกันครองความนิยมดนตรีในหมู่วัยรุ่น


พอดนตรีร็อคหล่นไปจากบัลลังก์ดนตรีที่เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น อุตสาหกรรมที่เน้นผลิตสินค้ามาขายวัยรุ่นที่อยากเล่นดนตรีร็อคอย่างอุตสาหกรรมกีตาร์ก็ต้องเริ่มปรับกลยุทธทางธุรกิจ และวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการขายสินค้ากับ “อดีตวัยรุ่น” กล่าวคือก็ขายของกับพวกวัยรุ่นรุ่นก่อนที่โตมาเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละ


ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาก็คือบริษัทกีตาร์ก็จะผลิตกีตาร์ที่มีความย้อนยุคที่ราคาแพงลิบลิ่วระดับนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ ซื้อไม่ไหวมาเพื่อเป็นของสะสมให้ “คนแก่หัวใจหนุ่ม” ทั้งหลายที่ไม่มีปัญญาซื้อกีตาร์พวกนี้สมัยตัวเองยังวัยรุ่น ซึ่งตอนนี้พอทำงานมีเงิน ก็อยากจะซื้อกีตาร์ที่เคยอยากได้ตอนรุ่นๆ มาไว้ แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่มีเวลาเล่นก็ตาม


อุตสาหกรรมเพื่อ “สานฝันวัยเด็กของคนแก่” ที่ว่านี้ทำรายได้ให้กับธุรกิจกีตาร์ไม่น้อยดังจะเห็นได้จากสถิติของราคากีตาร์ที่ขายกันในท้องตลาดซึ่งชี้ว่ากีตาร์ใหม่ๆ ที่ขายไปได้ส่วนใหญ่จะเป็นกีตาร์ราคาแพงลิบทั้งนั้น


...แต่งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา ทุกวันนี้ “คนแก่” ที่ว่าก็มีลูกมีเมียกันหมดแล้ว และลูกก็โตกันแล้ว พวกเขามีรายจ่ายกันมากมาย ในกรณีตลาดกีตาร์ใหญ่อย่างสหรัฐ เมื่อรัฐตัดงบประมาณด้านการศึกษาและสุขภาพไป พวกเขาก็ยิ่งต้องจ่ายเงินค่าเล่าเรียนลูกมากขึ้น ก็ยิ่งต้องซื้อประกันสุขภาพมากขึ้นเพื่อไม่ให้ลำบากยามเจ็บป่วย ก็ต้องยิ่งต้องเก็บออมเงินมากขึ้นเพื่อให้มีใช้ในวัยชรา


...พูดให้ง่ายๆ ก็คือพวกเขาก็ไม่มีเงินจะซื้อกีตาร์มาเก็บ เพื่อสานฝันตอนวัยรุ่นกันแล้ว แต่ถ้านั่นยังหายนะไม่พอ คนแก่เหล่านี้จำนวนมากก็ต้องเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองด้วยการเอากีตาร์ที่เคยซื้อๆ เก็บไว้ออกมาขายกันมากมายอีกในตลาดกีตาร์มือสอง ก็เป็นการแย่งตลาดของอุตสาหกรรมกีตาร์ที่ขายกีตาร์กันไปใหญ่เพราะลูกค้าโดยรวมๆ ก็กลุ่มเดียวกันทั้งนั้น


ทุกวันนี้คนในอุตสาหกรรมผลิตกีตาร์เริ่มรำพึงรำพันกันมากขึ้นว่าอุตสาหกรรมกำลังจะตายเพราะ “ไม่มีกีตาร์ฮีโร่คนใหม่” ให้เด็กๆ รุ่นใหม่เห็นแล้วอยากเล่นกีตาร์ตามแบบคนรุ่นก่อนๆ


แน่นอนว่านี่มีส่วนถูกแบบไม่ต้องถกเถียงอะไรกันเลย 
...แต่ปัญหาคือ “ที่ผ่านๆ มาอุตสาหกรรมทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ?”


ประเด็นคืออุตสาหกรรมกีตาร์และอุตสาหกรรมเครื่องดนตรีโดยรวมๆ ก็มีนโยบายในเชิงรับมาตลอด กล่าวคือคอยให้อุตสาหกรรมดนตรีผลิต “กีตาร์ฮีโร่” มาเพื่อกระตุ้นอุปสงค์กีตาร์มาตลอด นี่เป็นเหตุผลว่าพออุตสาหกรรมดนตรีหยุดผลิต “กีตาร์ฮีโร่” มาเมื่อไรยอดขายกีตาร์ก็จะจบตามไปเช่นกัน


อุตสาหกรรมกีตาร์ไม่เคยผลิต “กีตาร์ฮีโร่” มาเอง ค่ายเพลงยังไม่เคยจะลงมาทำเอง อุตสาหกรรมรอแต่จะทำการเก็บเกี่ยวความสำเร็จจากอุตสาหกรรมดนตรี และนี่ก็คือผลที่ตามมา


...อุตสาหกรรมดนตรีไม่เคยมีเป้าหมายจะผลิตกีตาร์ฮีโร่มาแต่แรกแล้ว การผลิตกีตาร์ฮีโร่ของอุตสาหกรรมดนตรีมันเป็นเหตุบังเอิญเท่านั้น พูดง่ายๆ คือตอนนั้นผลิตวงดนตรีที่กีตาร์เด่นมาขายวัยรุ่นได้อุตสาหกรรมดนตรีเลยทำมา ดังนั้นเมื่อผลิตอย่างอื่นมันคุ้มค่ากว่าจะผลิตวงดนตรีร็อคมาขาย อุตสาหกรรมดนตรีก็ย่อมย้ายไปผลิตสิ่งนั้นไม่ว่าจะแร็ปสตาร์หรือวงไอดอล 


...ทั้งหมดที่ว่ามาคือปัจจัยที่อุตสาหกรรมกีตาร์คุมไม่ได้ และอุตสาหกรรมกีตาร์ก็เลือกจะ “ปรับตัว” ง่ายๆ แบบไปเน้นผลิตของขายคนแก่ ไม่พยายามจะลงมาผลิตซ้ำวัยรุ่นที่จะอยากเล่นกีตาร์เพื่อจะให้มาเป็นลูกค้ารุ่นต่อไป


...ทุกวันนี้สิ่งดีที่สุดที่อุตสาหกรรมดนตรีมอบให้อุตสาหกรรมกีตาร์คือ Taylor Swift ซึ่งผลที่เห็นได้คือในยุคนี้มีอัตราส่วนของนักเรียนกีตาร์ผู้หญิงเยอะขึ้นมาก และนักเรียนกีตาร์หญิงพวกนี้ก็บอกตรงกันว่าที่พวกเธออยากเล่นกีต้ารก็เพราะเห็น Taylor Swift เล่นกีตาร์ นอกจากนี้แล้วผลสำรวจจากหลายแหล่งก็บอกตรงกันว่ายุคนี้เป็นยุคที่มีสัดส่วนผู้หญิงสนใจกีตาร์มากขึ้นมากกว่ายุคก่อนๆ ที่กีตาร์แทบจะเป็นโลกของผู้ชายเท่านั้น


นี่เป็นตลกร้ายมากๆ เพราะอุตสาหกรรมกีต้าร์ที่เคยหากินกับภาพลักษณ์ชายเป็นใหญ่อย่างสุดขั้วมาโดยตลอดนั้นหลังๆ ต้องเริ่มพยายามผลิต “กีตาร์สำหรับผู้หญิง” มาขายกันใหญ่เพื่อตลาดที่ว่านี้เอง


 ...ปัญหาคือ การพยายามเอาอย่าง Taylor Swift ของผู้หญิงรุ่นใหม่มันไม่ได้กระตุ้นให้เกิดความต้องการกีตาร์ในระยะสั้นเท่ากับอุปสงค์กีตาร์ที่สูญเสียไปเลย และก็ไม่ต้องพูดถึงระยะยาวที่สาวๆ นักกีตาร์รุ่นใหม่พวกนี้ก็ไม่น่าจะโตมาเป็น “นักสะสมกีตาร์” แบบปู่ๆ ที่มีความหลังครั้งวัยหนุ่มว่าครั้งหนึ่งเคยอยากเป็น Jimmy Page, Van Halen, Slash หรือกระทั่ง Kurt Cobain


 บทเรียนที่เราจะได้จากอุตสาหกรรมกีตาร์ก็คืออุตสาหกรรมใดที่เน้นขายของวัยรุ่นแต่ตัวอุตสาหกรรมเองนั้นไม่สามารถจะผลิตซ้ำวัยรุ่นรุ่นต่อๆ ไปที่จะมาเป็นผู้บริโภคได้ อุตสาหกรรมก็รังแต่จะรอวันตายไปพร้อมๆ กับอดีตวัยรุ่นที่เคยเป็นลูกค้าหลักของอุตสาหกรรมนั่นแหละ


 ...แต่ก็นั่นแหละ อุตสาหกรรมกีตาร์ตายก็ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์จะต้องตายไปด้วย เพราะอย่างน้อยๆ แบรนด์กีตาร์ดังๆ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ขายแต่กีตาร์แล้ว การขยายมาขายเครื่องเสียงสำหรับฟังเพลง ยันพวกเสื้อผ้านาฬิกากันไป และการขยายตัวมาขายอะไรพวกนี้ได้ก็แสดงให้เห็นว่าแบรนด์กีตาร์พวกนี้ยังมีความแข็งแกร่งมากในฐานะแบรนด์


 ดังนั้นถ้าพลาดท่าไม่สามารถกอบกู้ตลาดของอุตสาหกรรมหลักไปแล้ว ทางรอดทางเดียวก็คงจะเป็นต้องหาสินค้าอย่างอื่นขายโดยใช้ความแข็งแกร่งของแบรนด์นำไป 


 ...ทั้งนี้ ผมก็เชื่ออยู่ดีว่าถ้าวันนี้ผมบอกว่าสักวันสินค้าทำเงินหลักของ Fender กับ Gibson จะไม่ใช่เครื่องดนตรีอีกต่อไป คนก็คงจะคิดว่าเป็นเรื่องน่าขัน


เรื่อง: อธิป จิตตฤกษ์  ภาพประกอบ: ธนพงศ์ ชัยยะ
อ้างอิง : bloomberg , ericgarland , forbes , guitarplayer , gtroblq.blogspot , marketwatch , musictrades , washingtonpost

 



BrandThinkBiz

@brandthink(official)

ให้ความเห็นของคุณ

โปรดลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณ

ความคิดเห็น (0)

X